ฆราวาสผู้ครองเรือนสามารถปฎิบัติได้ถึงฌานใหมครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย องคุลิมาล, 22 กันยายน 2010.

  1. องคุลิมาล

    องคุลิมาล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2010
    โพสต์:
    33
    ค่าพลัง:
    +102
    ผมอยากทราบว่า คนที่มีครอบครัวสามารถปฎิบัติธรรมได้ถึงระดับใหนครับ
    ตัวผมเองก้อได้ใหว้พระสวดมนต์มานานแล้ว ถือศีล5 สมาทานศีลทุกครั้งก่อนใหว้ นั่งสมาธิ แต่ก่อนนั่งบ้างไม่นั่งบ้างแล้วแต่อารมณ์ แต่เดียวนี้ผมนั่งทุกวัน
    สมาธิก้อได้ไม่มาก แต่ว่าเวลาสวดมนต์สมาธิจะนิ่งกว่ามาก คือว่าผมอยากจะ
    ปฎิบัติอย่างจริงจัง แต่มันติดที่ว่าผมต้องทํางานหาเลี้ยงครอบครัว อีกอย่าง
    หน้าที่สามีต้องปฎิบัติต่อภรรยาก้อต้องทํา มันทําให้สมาธิถอยหลังไม่ก้าวหน้า
    อยากทราบว่ามีวิธีปฎิบัติอย่างไรให้สมาธิมีความก้าวหน้า
     
  2. guaregod

    guaregod เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    967
    ค่าพลัง:
    +1,016
    ทำไมเอาแค่ญาณล่ะครับ ไม่เอาบรรลุอย่างน้อยก็โสดาบันเลยครับ บางคนนั่งแป็บเดียวก็ได้แ้ล้ว แค่พิจารณาสิ่งที่อยู่และดับไป (ได้ยินเขาว่ามา)
     
  3. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,445
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,653
    การปฏิบัติเพื่อให้สมาธิมีการก้าวหน้า.....ก็คือต้องมีศีล บริสุทธิ์ ครับ......ถ้าศีลไม่ดี.......ไม่ต้องไปพูดกับสมาธิเลย.....

    ส่วนคำถามที่ว่าฆราวาสปฏิบัติได้ถึงขนาดใหน.....ก็ต้องบอกว่าเป็นพระอรหันต์ได้ครับ....บุคคลตัวอย่าง พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา.......
     
  4. องคุลิมาล

    องคุลิมาล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2010
    โพสต์:
    33
    ค่าพลัง:
    +102
    หมายความว่าต้องปฎิบัติตามหลัก พระโสดาบัน ใช่ใหมครับ
     
  5. siranyapat

    siranyapat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2009
    โพสต์:
    256
    ค่าพลัง:
    +382
    ดิฉันก็ปฏิบัติเช่นกันมาสองปีกว่าทุกวันนี้ทานข้าวคาบเดียวถือศีลตลอดแต่ก็รู้สึกว่ายิ่งทำเข้มยิ่งเหมือนถอยหลังแต่ก็ไม่ท้อเพราะบางครั้งคิดว่าอาจจะเกิดจากภาระกิจประจำวันก็ได้ แรงใจจากเว็บนี้บ้าง จากเน็ตโดยดูทั่วๆไปจากยูทูปด้วย พยายามทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะถูกจริตตนแต่ไม่ต้องการได้ญาณเพราะคิดว่าไม่ใช่ที่สุดในชีวิตค่ะ ซึ่งแต่ก่อนดิฉันจะมีสังหรณ์ที่แหม่นมากๆแต่พยายามตัดเพราะคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา ทุกวันนี้หลังสวดมนต์ไหว้พระเสร็จก็จะนอนไม่เกินสี่ทุ่มเพราะต้องตื่นสวดมนต์ทำสมาธิจงกรมแต่ตี่สามตีสี่แล้วทำกับข้าวใส่บาตร(พยายามทำให้ได้ทุกวัน) วันอาทิตย์ปิดร้านไปถวายอาหารทุกย์วันตลอด อ้อวัดที่ใส่ประจำต้องขับรถไปใส่วันละสามสิบสี่กิโลทุกวันเป็นวัดป่าที่ศรัทธามากและมีพระมาบิณทบาตรเยอะมากประมาณ15-20รูปซึ่งก็ใส่ครบทุกรูปและพยายามทำเกินเผื่อโยมทุกๆคนที่ไปวัดด้วยรู้สึกมีความสุขมากค่ะ เพราะไม่ได้หวังอะไรนอกจากความสุขทางใจ
    อาทิตย์นี้ก็ว่าจะไปถวายผ้าป่าพร้อมครอบครัวและพิมพ์หนังสือถวายวัดพันกว่าเล่มรู้สึกมีความสุขมากจริงๆค่ะ ขอบุญกุศลที่ทำมาตลอดจงดลบันดาลให้ทุกๆท่านได้เข้าถึงนิพพานและสมปรารถนาทุกๆท่านตามที่ต้องการทุกประการด้วยเทอญ(เอาบุญมาฝากทุกๆท่านด้วยค่ะ)
     
  6. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,942
    ค่าพลัง:
    +9,255
    ปฏิบัติ ได้ถึง พระอรหันต์ ก็มีโอกาส หากทำจริง

    เรื่องฌาณ เป็นเรื่องเล็ก

    การดูแล ครอบครัว และ การงาน สามารถทำได้ ไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ หากสติเรายังไม่เข้มแข็ง ก็พยายามทำให้มันไม่มากเกินกำลัง จิตจะได้ไม่สอดส่ายมาก

    เมื่อจิตไม่สอดส่ายมาก ทำอะไรเสร็จก็วางลง ทำอะไรเสร็จก็วางลง ผ่านมาผ่านไป

    ใจก็โปร่งโล่งอยู่ตลอด นั่นแหละ เรียกได้ว่า มีสติปัญญา
     
  7. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,942
    ค่าพลัง:
    +9,255
    คนเรา เมื่อจิต ไม่สัมผัสธรรมบ่อยๆ จิตก็วิ่งออกแต่ในทาง วัฏวน หมุนแต่ไปในทิศทางที่หยิบฉวย โลกสมมติ เข้ามา
    เอาธรรมเข้าพิจารณาบ่อยๆ หมั่นละ หมั่นวาง รู้จักตัวขี้เกียจ รู้จักตัวไม่ดี ที่ติดแนบกับจิตเราให้บ่อย แล้วสอดส่ายหา อุบายวิธี ละวาง สิ่งไม่ดีเหล่านั้น

    ทุกข์ก็จะน้อยลงๆ จนหมดทุกข์ในที่สุด จิตนี้จะเป็นอิสระขึ้นมา มีแต่ ความโปร่งโล่ง

    เวลาปฏิบัติธรรม จึงต้อง สังเกตุใจตัวเองให้บ่อย ว่าถือ ว่าแบก อะไรอยู่ เมื่อเจอแล้ว ก็ถามตัวเองว่าทำไมไม่วาง

    เมื่อ ทำบ่อยๆ แล้ว มันจะเกิดปัญญา ขึ้นว่า นี่เราถืออยู่ทำไม นั่นแหละ ตัวปัญญาจะเกิด
    พิจารณาธรรมด้วยตนเอง ให้ความรู้สึกฉลาด เกิดขึ้นกับตน

    แล้ว ทำสมาธิ คอยมีกำหนดวินัยให้กับตนเอง ในระหว่างเดินตามทางชีวิต

    ก็จะพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
     
  8. หาธรรม

    หาธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,164
    ค่าพลัง:
    +3,739
    อนุโมทนาสาธุกับทุกท่านครับ ที่ตั้งใจปฏิบัติกัน และแต่ละท่านใก้ความเห็นที่ดีมากครับ ส่วนของผมก็มีบ้าง

    ๑. ศีลครับเป็นบาทฐานสำครัญมาก ฆารวาสครองเรือน พยายามรักษาศีล ๕ ให้ดีที่สุด ถ้ายิ่งมีการทำบุญใหทาน และ สวตมนต์ด้วย ก็ครบ เลยครับ ทาน ศีล ภาวนา (สวดมนต์และหรือนั่งสมาธิ) ธรรม ๓ อย่างนี้เข้าส่งเสริมซึ่งกันและกันครับ

    ๒. ผมแนะนำว่า ออกจากเรือน (เนกขัมมะ) คือ ไม่ยุ่งกับเรื่องเรือนเรื่องความพึงพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงหรือกามคุณทั้งหลาย ควรทำบ้างเท่าที่มีโอกาส เช่น รักษาอุโบสถศีล คือรักษาศีล ๘ หนึ่งวันหนึ่งคืน อาจจะเป็นวันพระก็ได้ หรือ ถ้ามีเวลาหยุดหลายวัน อาจไปหาที่ปฏิบัติธรรมสัก ๓ หรือ ๕ หรือ ๗ วันก็ดีครับ พากันไปทั้งครอบครัวก้ได้

    ถ้าได้เปลี่ยนสถานที่ และ ศีลมากขึ้นอีกนิด เราจะรู้สึกว่ามีกำลังใจเพิ่มขึ้น สติดีขึ้น อิ่มเอิบขึ้น การปฏิบัติก็จะได้ผลดีขึ้นด้วย

    ๓. ส่วนเรื่อง ฌาน ไม่ยากหรอกครับ ฌานต้น ๆ ยิ่งไม่ยาก คนที่ทำสมาธิประจำและทำมานานจนชำนาญ ไม่ใช่ของยาก ฌานมีประโยชน์แต่ยังไม่ใช่ของที่ดีที่สุด ของที่ดีที่สุดคือปัญญารู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

    แต่มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า นั่งสมาธิแล้วจิตสงบรวมดิ่งระดับฌานได้ ต้องประกอบด้วย ศีลที่บริสุทธิ์ สำรวมกายวาจาใจให่ดี อย่าไปกระทบอารมณกับใครแม้แต่น้อย วันนั้นจะไม่ได้สมาธิครับถ้าจิตขุ่นเดียงนิดเดียวจะด้วยเรื่องผิดศีลเพียงเล็กน้อย หรือ กระทบอารมณ์

    เรื่องเมถุนนี้เป็นข้าศึกกับฌานโดยเฉพาะเลยครับ ถ้าเสพเมถุนจะไม่ได้ฌาน คือ ทำสมาธิจิตจะไม่สามารถรวมได้ และถ้าเคยได้ฌานอยู่แล้วจะเสื่อมถอยเลยครับ ทำนองเดียวกันเมื่อได้ฌาน ราคะจะระงับไปโดยธรรมชาติครับ ฌานกับราคะมันเป็นปฏิปักษ์กันครับ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่อีกอย่างจะอยู่ไม่ได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก แล้วถามว่าฆารวาสครองเรือนต้องทำอย่างไร ก็ต้องรู้จักเวลา รู้จักว่าวันไหนจะงด ไม่ใช่ว่าวันพระก็จะเสพ ถ้าวันพระเราก็ออกจากเรือนถืออุโบสถศีล หรือตกลงว่าวันพระสามีภรรยาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันเรื่องนี้ สมาธิเราก็จะดีครับ เสพเมถุนวันพระจะทำให้อายุสั้นนะครับ (มีกล่าวไว้ในหนังสือ "ธรรมาธิราช")

    บรรพบุรุษเรา ตั้งแต่ไหน ๆ มา วันพระวันโกนคือวันหยุดงาน ราชการก็จะหยุดวันพระวันโกน คนทั้งครอบครัว ทุกครอบคัว คนทั้งเมื่อง เข้าวัดปฏิบัติธรรมกันจริงจังครับ ทั้งพระราชา ข้าราชบริภาร ประชน ชาวไร่ ชาวนา

    เราเสียรู้ระบบตะวันตก ต้องการครอบงำและลดบทบาทของศาสนาพุทธลงหรือต้องการทำลายเลยล่ะ จึงให้ยุดงานวันเสาร์อาทิตย์แทน แล้วคนก็เลิกเข้าวัดปฏิบัตธรรม จนเป็นแบบทุกวันนี้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กันยายน 2010
  9. รู้รู้ไป

    รู้รู้ไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    958
    ค่าพลัง:
    +3,164
    ฆราวาสผู้ครองเรือนสามารถปฎิบัติได้ถึงฌานใหมครับ

    ถึงแน่นอน ถ้าแน่นอนที่จะถึง
     
  10. องคุลิมาล

    องคุลิมาล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2010
    โพสต์:
    33
    ค่าพลัง:
    +102
    ขอบคุณมากครับ ที่ทุกท่านให้คําแนะนํา อนุโมทนาครับ
    ขอให้เจริญในธรรมนะครับ
     
  11. ลุงมหา

    ลุงมหา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    304
    ค่าพลัง:
    +1,089
    ศิษย์ฆราวาสสายธรรมยุติ ที่เป็นชั้น อนาคามี

    ขออนุญาติครับ (ต้องขออภัยที่ยกมาตอบอีกที)

    ท่านอาจารย์หลวงปู่เทส เทสรังสี แห่งวัดหินหมากเป้ง หนองคาย ได้เคยสั่งพระเณรในวัด ห้ามยู่ง ห้ามพูดคุยกับศิษย์ฆราวาสของท่านท่านหนึ่ง
    พระเณรก็สงสัยสอบถามไปมาเลยได้ความว่า ศิษย์ฆราวาสของท่านๆนั้น เป็นพระอริยบุคคลชั้น อนาคามี

    และศิษย์ท่านนั้นยังได้พิสูจน์ เพื่อยืนยันเป็นบรรทัดฐานด้วยการขออนุญาติ เสพสังวาสกับภรรยาของท่าน
    แล้วท่านก็มาบอกเล่าว่า ไม่มีความรู้สึกทางกามอะไรเลย และยืนยันว่า น้ำกามไม่เคลื่อน ด้วย

    ส่วนท่านอาจารย์ปู่หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปัญโณนั้น ท่านก็มีศิษย์ฆราวาสสตรีอยู่ท่านหนึ่ง เป็นพระอริยบุคลลชั้นอนาคามีเช่นเดียวกัน

    พระอาจารย์ที่ให้ข้อมูลท่านบอกว่า ตัวท่านหน้าตาก็ธรรมดาๆ แต่บุญบารมีแผ่ออกมานั้นสว่างไสวจนรับรู้ได้เลยล่ะครับ

    ขออนุโมทนาบุญร่วมด้วยครับ
    ขอบคุณครับ
    ลุงมหา
     

แชร์หน้านี้

Loading...