หลวงพ่อพระเสริมหลังภปร.พระสิวลีลพ.มหาถาวรวัดปทุมวนาราม

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1743001583071.jpg

    หลวงปู่จันทร์ จันทโชติ วัดนางหนู จังหวัดลพบุรี พระเถราจารย์ชื่อดังสมัยสงครามอินโดจีนต่อสงครามโลกครั้งที่ 2
    “หลวงปู่จันทร์ จันทโชติ” หรือ “หลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู จ.ลพบุรี” พระเถราจารย์ชื่อดังสมัยสงครามอินโดจีนต่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่กล่าวขวัญและเลื่อมใสศรัทธาสืบมาจนถึงปัจจุบันของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเมืองลพบุรี มีนามเดิมชื่อ จัน หรือ จันทร์ สุดสาย เป็นชาวลพบุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อปี พ.ศ.2395 ที่บ้านบางพุทโธ ต.ตลุง อ.เมือง จ.ลพบุรี ในวัยหนุ่มเป็นคนพูดจริงทำจริงและเจ้าชู้ จนได้สาวงามแห่งบางพุทโธ 2 ศรีพี่น้องเป็นภรรยา ชื่อ นางสินและนางทรัพย์ มีบุตรด้วยกันรวม 4 คน
    กล่าวกันว่า ร่ำเรียนวิทยาคมต่างๆ จากปู่ซึ่งเป็นจอมขมังเวท ทั้งยังชอบกินว่านและอาบว่าน เพื่อให้ผิวกายคงทนต่อศาสตราวุธต่างๆ และด้วยความมีใจนักเลง เป็นเหตุให้เกิดมีเรื่องราวกับคู่อริถึงขนาดทำร้ายกันจนถึงชีวิต ต้องหลบหนีอาญาจากบ้านเมืองไป
    ซึ่งในระหว่างนั้นเอง ท่านมีโอกาสร่ำเรียนวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์และฆราวาสผู้ทรงพุทธาคมมากมาย หากแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นท่านใดบ้าง เมื่อพ้นอายุความในช่วงวัยกลางคน ท่านจึงหวนสู่ภูมิลำเนา ณ บางพุทโธ และตัดสินใจเข้าสู่ ร่มกาสาวพัสตร์ อุปสมบท ณ วัดบัว โดยมีพระสังฆภารวาหะมุนี (หลวงพ่อเนียม) วัดเสาธงทอง พระเถราจารย์ชื่อดังยุคนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา “จันทโชติ”
    ดำรงสมณเพศเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดอายุขัย
    ขณะที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดบัว ท่านสังเกตว่า “วัดนางหนู” วัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้น มีสภาพชำรุด ทรุดโทรมมาก จนเกือบจะเป็นวัดร้างและไม่มี พระภิกษุ-สามเณรจำพรรษา ท่านจึงขอย้ายไป จำพรรษาที่วัดนางหนู บูรณปฏิสังขรณ์ ตลอดจนสร้างเสนาสนะต่างๆ ครั้นเมื่อชาวบ้านได้เห็นถึงความมุ่งมั่นก็เริ่มศรัทธามาร่วมแรงร่วมใจกัน จนวัดนางหนูมีความถาวรเป็นปึกแผ่นและเจริญรุ่งเรือง ต่อมาได้มีการสังคายนาชื่อวัดให้ถูกต้อง ตามทำเนียบสงฆ์ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดมุกสิกกาวาส”
    เพื่อตอบแทนน้ำใจญาติโยมที่สละทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ในการร่วมกันปฏิสังขรณ์วัดครั้งนั้น หลวงปู่จันทร์ จึงสร้างวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังมากมาย อาทิ ตะกรุดไม้ไผ่ ตะกรุดไม้ลวก ตะกรุดสังวาล เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ สีผึ้ง รูปถ่ายอัดกระจก สายคาดเอว พระเครื่องเนื้อผงพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น
    เล่ากันว่า เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน ประมาณปี พ.ศ.2484 ทหารหน่วยต่างๆ ต่างมุ่งสู่วัดนางหนู เพื่อขอวัตถุมงคลจากหลวงปู่จันทร์ เป็นจำนวนมาก พร้อมสละทรัพย์หรือปัจจัยให้ท่านนำไปสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เงินทำบุญนั้นมากขนาดสร้างโบสถ์หลังใหม่ได้ทีเดียว
    หลังจากนั้นไม่นาน หลวงปู่จันทร์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสดูแลปกครองวัดนางหนูสืบมา และชื่อเสียงของท่านก็โด่งดังไปทั่วภาคกลางในฐานะพระเกจิอาจารย์ผู้มีวิทยาอาคมเข้มขลัง เป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในช่วงสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้รับนิมนต์เข้านั่งปรกในพิธีพุทธาภิเษกสำคัญ อาทิ พิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ เมื่อปี พ.ศ.2481 และพิธีปลุกเสก พระพุทธชินราชอินโดจีน ณ วัดสุทัศน์ เมื่อปี พ.ศ.2485
    ในบั้นปลายชีวิต ท่านสร้างวัดบางพุทโธ หรือวัดชนะสงคราม จนสำเร็จลุล่วง นัยว่าเป็นการล้างบาปที่ท่านได้เคยก่อไว้ในอดีต
    มรณภาพในปี พ.ศ.2490 สิริอายุ 97 ปี ก่อนละสังขารได้เรียกพระครูพิพัฒนบุญญาธร ศิษย์เอกของท่านมาสั่งเสีย และท่านได้ครองจีวรพาดผ้าสังฆาฏิอย่างรัดกุม แล้วเข้าสมาธิ มรณภาพจากไปอย่างสงบ
    นสพ:ข่าวสด คอลัมน์ อริยะโลกที่6

    ขอขอบคุณข้อมูล/ภาพ จาก : fb ตำนานเล่าขานพระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม
    พระผงน้ำมันชุดนี้สร้างที่วัดโคกหม้อเมื่อประมาณปี2494 มีหลายพิมพ์ ๆ
    เช่นพิมพ์สมเด็จ ,พระประจำวันและพระพิมพ์รูปเหมือน เป็นต้น
    พระเนื้อผงน้ำมันรุ่นนี้ได้ถูกนำไปร่วมปลุกเสกที่วัดสุทัศน์เทพวราราม กทม.โดย ครั้งนั้นท่านเจ้าคุณศรีฯ(สนธิ์)
    ได้นำเข้าพิธีพร้อมกับการเทพระพุทธชินราชรุ่นม.ค.๑ ในวันที่ 17 ก.ค.2494
    พระที่ผ่านพิธีแล้วได้นำกลับไปวัดโคกหม้อให้เช่าบูชาองค์ละ 5 บาท
    ก็ปรากฏว่าให้เช่าได้เป็นอย่างดีจนสร้างสามารถเสนาสนะที่จำเป็นได้ตามต้องการ
    พระชุดนี้นอกจากเมตตามหานิยมแล้วยังได้แฝงไว้ด้านคงกระพันชาตรีอีกด้วย
    จึงถือว่าเป็นพระเครื่องยุคอินโดจีนที่มีราคาเยาว์ที่สุด หลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู จ.ลพบุรี
    ท่านเป็นพระเกจิที่โด่งดังเมื่อสมัยสงครามอินโดจีน จะเรียกกันโดยทั่วไปสมัยนั้นว่า จาด จง คง จันทร์(อี๋)
    ท่านเชี่ยวชาญเรื่องพุทธกฤติยาคมอย่างเอกอุ โดยได้รับกิจนิมนต์เข้าร่วมมหาพุทธาภิเษกที่วัดราชบพิตร
    ,วัดสุทัศน์และพิธีสำคัญต่างๆในยุคก่อน 2500
    get_auc1_img (6).jpeg
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่จันทร์วัดนางหนูเนื้อผงน้ำมันออกวัดโคกหม้อ
    ให้บูชา 600 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250326_224110.jpg IMG_20250326_224131.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    รับทราบครับขอบคุณครับ
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1743069557246.jpg
    พระสมเด็จหลังรูปเหมือนหลวงพ่อชมพิมพ์ใหญ่เนื้อผงใบลาน
    ..อภินิหารและประสบการณ์
    - หลวงพ่อชม กสโร ท่านมีพระอาจารย์รูปแรกคือ หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย จ.ระยอง และเป็นศิษย์รูปสุดท้ายของ หลวงปู่อี๋ วัดสัตหีบ
    - นอกจากนี้ท่านยังไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์กับเกจิดังๆ ทั่วประเทศ และส่วนใหญ่ท่านจะเรียนแต่เฉพาะหัวใจของวิชา แล้วนำมาผสมผสานกัน
    - สมัยอยู่กุฏิเก่าท่านมักจะเล่นแร่แปรธาตุ ฝึกฝนวิชาอาคมที่ได้ร่ำเรียนมา มีลูกศิษย์รุ่นพี่เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนเย็นๆ แดดร่มลมตก ท่านมักจะนำกระดาษทิชชู่มาปั้นเป็นก้อน แล้วโยนลงไปใต้กุฏิ จู่ๆ ก็จะเกิดปาฏิหาริย์ เมื่อกระดาษทิชชู่ที่โยนลงไปกลับกลายเป็นกระต่ายบ้าง เป็นนกบ้าง สร้างความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก และเมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป ทำให้ชาวบ้านในถิ่นอื่นมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์จำนวนไม่น้อย
    - ต่อมาท่านได้สร้างวัตถุมงคลหลายชนิด อาทิ ปลัดขิก, ตะกรุดโทน, ตะกรุดคู่ และเหรียญ
    - เคยมีเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ เมื่อไม่นานมานี้ มีสาวใหญ่คนหนึ่งในหมู่บ้านโป่ง จูงลูกสาววัย 5 ขวบข้ามถนน จู่ๆ ได้มีรถยนต์ขับมาพุ่งชนทั้งแม่ทั้งลูกจนกระเด็นคนละทิศละทาง ผล แม่ตาย ! แต่ ลูกรอด เมื่อมาดูที่คอของเด็กน้อยพบว่าแขวน "ล้อคเก็ตรูปเหมือนของหลวงปู่ชม กสโร"
    - ลูกศิษย์ก้นกุฏิ เล่าต่ออีกว่า อีกเหตุการณ์หนึ่งเป็นเรื่องของแม่ค้าคนหนึ่ง ที่ตั้งแผงขายผลไม้อยู่หน้าปั๊มน้ำมันริมถนน ระหว่างนั้นมีเพื่อนมานั่งคุยที่แผงด้วยรวม 4 คน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีรถหกล้อเสียหลักพุ่งตรงมาที่แผงผลไม้ แม่ค้าคนนั้นนั่งอยู่ข้างหน้าสุด และเป็นคนแรกที่ถูกชน
    - เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 2 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย คนที่บาดเจ็บเล็กน้อยนั้นคือแม่ค้าผลไม้เจ้าของแผงนั่นเอง
    หลวงพ่อชม เป็นชาวบ้านโป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เกิดเมื่อวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2451 เมื่ออายุครบ 21 ปี ก็ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลา 2 ปี เมื่อออกจากทหารแล้ว ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาในสังกัดมหานิกายที่ วัดนพทองดีศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2474 ได้รับฉายาว่า พระชม กสโร โดยมี พระครูธรรมมาธรโลขณะเขต เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อบัว วัดนพทองดีศรีพฤฒาราม (วัดโป่ง) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์ ไว เป็น พระอนุสาวนาจารย์ เมื่อท่านบวชได้ 12 พรรษาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโป่ง ซึ่งท่านก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และแรงศรัทธา ชักจูงชาวบ้านในละแวกนั้นมาร่วมกันพัฒนาวัด นอกจากนี้หลวงพ่อชม ยังมีความรู้ในด้านสมุนไพรรักษาโรค และได้ช่วยเหลือประชาชนกำจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ รักษาพยาบาลแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยความเมตตา หลวงพ่อชม เป็นพระสมถะ ไม่สะสมเงินทอง ทำวัตถุมงคลออกมาแต่ละรุ่นก็แบบรู้กันเฉพาะคนแถววัด ในช่วงปลายชีวิตมีนิตยสารพระเครื่องเอาประวัติของท่านมาลงบ้าง พอท่านเริ่มจะดังก็มามรณภาพลงเสียก่อน พวกนักเล่นพระที่เป็นนายทุนสร้างก็เลยอไม่ค่อยมาเกี่ยวข้อง พระเครื่องของท่านแม้ว่าจะยังไม่รู้จักกันกว้างมากนัก แต่คนในพื้นที่เจอจะเก็บกันหมด เพราะประสบการณ์เยี่ยมจิรงๆโดยเฉพาะด้านคงกระพัน แคล้วคลาด หลวง พ่อชม กสโร มรณภาพ เมื่อ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 อายุ 88 ปี นับพรรษาได้ 66 พรรษา
    หลวงพ่อชมท่านเป็นพระที่เสกวัตถุมงคลได้เข้มขลังมาก สังเกตได้จากวัตถุมงคลของท่านแต่ละรุ่นล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์เกือบทุกรุ่นไม่ว่าจะเป็น เหรียญ ผง โดยเฉพาะ ตะกรุดกับชานหมากท่านขลังมาก ขนาด อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ยังนับถือ บางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าหมอสมสุข คงอุไรคือใคร (ผมจะเล่าประวัติหมอสมสุขให้ฟังย่อๆครับ)
    อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก
    คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก เริ่มก่อตั้งโดยอาจารย์หมอสมสุข คงอุไร เมื่อพ.ศ.2515ตอนนั้นยังใช้ชื่อคณะศิษย์รัศมีพรหม โดยตั้งตามคำพูดของหลวงพ่อพรหม ถาวโรวัดช่องแค จ.นครสวรรค์ หลังจากที่ปลุกเสกพระสมเด็จรุ่น ปืนแตก พ.ศ.2515 เมื่อปลุกเสกเสร็จท่านว่าพระรุ่นนี้มีรัศมีสว่างไสวเหมือนรัศมีของพรหม สว่างออกไปข้างละ 9 วา ดังนั้นอาจารย์หมอสมสุข คงอุไร จึงนำคำว่า รัศมีพรหมมาตั้งเป็นชื่อคณะ เมื่อหลวงพ่อพรหมมรณภาพลงในปี 2518 อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ได้เจออาจารย์องค์ที่ 2 คือครูบาชุ่มโพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน ท่านจึงนำฉายาโพธิโก มาต่อท้ายคำว่า รัศมีพรหม จึงกลายมาเป็น“คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก” ครูบาอาจารย์ของหมอสมสุขคงอุไรคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโกที่ถ่ายทอดหลักการปฎิบัติอานาปานสติอันสัมปะยุตต์ด้วยสมาธิ,ฌาน,อรูปฌาน,และวิปัสสนาญาณ ให้แก่อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร มีดังนี้
    1.หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค จ.นครสวรรค์
    2.ครูบาชุ่มโพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน
    3.ครูบาอินทรจักร อินทจักรโก วัดน้ำบ่อหลวง จ.เชียงใหม่
    4.ครูบาพรหมา พรหมจักรโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
    5.ครูบาขันแก้ว อุตตโม วัดสันพระเจ้าแดง จ.ลำพูน
    (ประวัติอาจารย์หมอสมสุข คงอุไรย่อๆครับ)
    กลับมาต่อครับ อาจารย์หมอสมสุข คงอุไรท่านนับถือ หลวงพ่อชม มากๆ ถึงขนาดเคยบอกลูกศิษย์ท่านว่า หลวงพ่อชม วัดโป่ง ท่านเป็นพระปัฏิบัติดีและเข้มขลังในวิชาอาคมมาก ท่านสำเร็จธาตุ เสกอะไรก็ขลัง โดยเฉพาะ ตะกรุดและชานหมาก ท่านเข้มขลังมาก........

    FB_IMG_1743069785434.jpg
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลังรูปเหมือนหลวงพ่อชมเนื้อผงใบลานพิมพ์ใหญ่
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    IMG_20250327_165132.jpg IMG_20250327_165200.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 มีนาคม 2025 at 21:23
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1743070915050.jpg

    เรื่องเล่าชาวบ้านตอนที่ 5
    มีครั้งนึงผมติดต่อไปถามเรื่องภาพถ่ายของหลวงพ่อทองเพื่อนำมาเป็นภาพประกอบเพื่อทำประวัติท่าน เจ้าของภาพเลยได้เล่าให้ฟังเรื่องนึงที่เกี่ยวข้องกับลุงของเขา แต่ไม่ได้ภาพมา
    ลุงของเขาเป็นอดีตทหารซึ่งได้ไปรบในสงครามอินโดจีน ก่อนไป ท่านก็พยายามเสาะหาของดีจากอาจารย์ชื่อดังในสมัยนั้นเพื่อเป็นสิ่งคุ้มกันภัยอันตรายต่างๆ จนได้มีโอกาสเดินทางไปกราบหลวงพ่อแพที่วัดพิกุลทอง และท่านได้ตรวจดูชะตาให้ ท่านดูแล้วรู้สึกมีความกังวลบอกกับลุงของเขาว่า ไปคราวนี้กลัวว่าจะไม่ได้กลับ
    ด้วยเหตุนี้ลุงของเขาจึงถามถึงวิธีแก้ หลวงพ่อแพท่านจึงแนะนำให้ไปหาหลวงพ่อทองที่วัดถ้ำทองสิทธาราม
    เมื่อมาถึงจึงแจ้งเรื่องแก่หลวงพ่อทองทั้งหมด หลวงพ่อทองท่านจึงทำพิธีต่อชะตาให้ และได้ให้ตะกรุดโทนมา 1 ดอกติดตัวไปรบด้วย
    ลืมบอกไปว่าลุงของเขาเป็นนักบินมีหน้าที่ขับเครื่องบินซึ่งผมก็ไม่ทราบว่ารุ่นอะไรแบบไหน แต่ครั้งนั้นเครื่องบินของท่านโดนยิงตกแถวๆริมแม่น้ำโขง จากนั้นท่านได้ทิ้งตัวโดดร่มลงมาและลัดเลาะหลบข้าศึกมาตามริมแม่น้ำจนเข้าฝั่งไทยได้อย่างปลอดภัย
    ส่วนตะกรุดดอกนี้ปัจจุบันท่านก็ยังรักและหวงแหนมาตราบทุกวันนี้ครับ มีงานขึ้นบ้านใหม่หรืองานบุญครั้งไหนๆ ลุงของเขาจะนิมนต์หลวงพ่อทองมาทำพิธีที่บ้านให้เสมอ
    Cr.ขออนุญาตเจ้าของเรื่องเพื่อการเผยแพร่ด้วยนะครับ
    @วันนี้ผมขอพูดถึงหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง..หลวงพ่อแพท่านรักหลวงปู่มากครับ..หลวงปู่เป็นทั้งอาจารย์เป็นทั้งญาติท่านอีกด้วย..ถ้าพระรูปใดที่สนิทกับท่าน..ท่านมักจะบอกว่าอาจารย์ท่านหลวงพ่อทองท่านเก่งมากและแนะนำให้ไปหาหลวงปู่..อย่างเช่น หลวงพ่อบัว วัดแสวงหา ท่านก็ยังบันทึกเรื่องราวของท่านว่า ท่านเคยมาเรียนวิชาแป้งเจิมกับหลวงพ่อทองโดยคำแนะนำจากหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง.
    วิชาของอาจารย์ทองเรียนเท่าไหร่ก็ไม่หมด..หลวงพ่อแพท่านได้กล่าวไว้.
    หลวงพ่อทอง ทัสสณีโย เป็นชาวบ้านโพธิ์เขียว อ.วิเศษไชชาญ จ อ่างทอง เกิดเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๒๘ ตรงกับวันเสาร์ขึ้น๖ค่ำเดือน๖ปีจอเป็นบุตรของนายเหม นางห่วง ยิ้มสรวล นามเดิมของท่าน ทอง ยิ้มสรวล
    ในวัยเด็กโยมบิดาได้นำไปฝากกับพระภิกษุที่เคารพนับถือที่วัดวิเศษไชยชาญก็เพื่อให้ได้ศึกษาเล่าเรียนอักขระภาษาขอมภาษานิยมคู่กับภาษาไทยและท่านก็ได้ร่ำเรียนเข้าใจภาษาต่างๆได้เป็นอย่างดีจนท่านโตขึ้นท่านก็กลับมาช่วยเหลือครอบครัวทำนา
    และในปีพ.ศ.๒๔๔๘ ท่านก็อายุครบ๒๐ปีบริบูรณ์ท่านได้อุปสมบท ณ.พัทธสีมาวัดฝาง อ. วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง โดยมีหลวงพ่อดี วัดฝางเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อบุญ วัดวิเศษไชยชาญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่ออิ่ม วัดวิเศษไชยชาญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์หลังจากอุปสมบทได้พำนักอยู่วัดวิเศษไชยชาญได้ตั้งใจศึกษาทางด้านพระธรรมวินัยรวมทั้งศึกษาด้านไสยศาสตร์ตำรับเวทมนต์และโหราศาสตร์แต่เพียง๒พรรษาท่านจำเป็นต้องลาสิกขาเหตุเพราะทางบ้านโยมบิดาได้ถึงแก่กรรมโยมมารดาขาดผู้ดูแลท่านจึงต้องมาดูแลโยมมารดาและประกอบอาชีพอยู่ที่บ้าน ท่านก็ได้นำวิชาอาคมที่ได้ร่ำเรียนมา นำมาสงเคราะห์ให้กับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องสยบความไข้โดยใช้อาคมผสมกับสมุนไพร รวมทั้งการตรวจดวงชะตา พิธีเสริมดวง ทำให้ท่านได้รับการยกย่องจากชาวบ้านว่า หมอทอง จอมขมังเวทย์ แห่งบ้านโพธิ์เขียวเมืองวิเศษไชยชาญ แต่ท่านก็มีโอกาสได้ดูแลโยมมารดาของท่านได้เพียง๒ปี โยมของท่านก็ล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ท่านจึงอยู่โดดเดี่ยวแต่เพียงลำพังจึงออกเดินทางไปทั่วและชีวิตท่านก็พลิกผันต้องกลายเป็นเสือ เขาเรียกท่านว่าเสือทอง ท่านก็ได้เดินทางร่ำเรียนวิชากับทั้งพระภิกษุและฆราวาสจนได้วิชามามากมายและก็หลายต่อหายครั้งที่รอดพ้นจากการเข้าจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ จนในที่สุดท่านเห็นแล้วว่าอยู่แบบนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลยจึงหันหลังให้กลับทางโลกเข้าสู่เส้นทางธรรมอีกครั้ง.
    และในปี พ.ศ.๒๔๙๕ ท่านก็ได้อุปสมบทที่ วัดโพธิ์วิเศษเจริญ โดยมีพระครูวิถาคสมณกิจ วัดโพธิ์วิเศษเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแพ วัดกลาง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อดิเรก วัดทำนบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พรรษาแรกได้พำนักศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อแพ วัดกลาง รวมทั้งเพิ่มเติมแนวทางปฏิบัติจิตภาวนากับหลวงพ่อดิเรก วัดทำนบ รวมทั้งได้เรียนกับพระอุปัชฌาย์ที่วัดโพธิ์วิเศษไชยชาญ ท่านเห็นว่าเพียงพอแล้ว จึงได้ขออนุญาติจากพระอาจารย์ เพื่ออกปฏิบัติธุดงควัตรตามที่ท่านต้องการ ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาติแล้ว หลังจากออกพรรษาในพรรษาที่๒ มุ่งเดินทางแสวงหาความปลีกวิเวก มุ่งตรงสู่ป่ากาญจนบุรี พนมทวน บ่อพลอย ไทรโยค บ้านไร่ อุทัยธานี ชัยนาทตามลำดับ ได้พบปะอาจารย์ดีท่านก็จะเข้าไปกราบฝากตัวเป็นศิษย์ขอรับแนวทางปฏิบัติรวมทั้งต่อยอดทางด้านวิชาอาคมมาโดยตลอด และใช้วิชาอาคมดังกล่าวสงเคราะห์ให้กับญาติโยมที่ประสบเคราะห์กรรม จนถึงบ้านป่าชอนสารเดช ชาวบ้านศรัทธาจึงนิมนต์ท่านให้พำนักที่วัดคีรีนาครัตนาราม ซึ่งวัดนี้อยู่ใกล้ติดกับตลาดท่านพำนักอยู่ได้ไม่นานเห็นว่าเป็นสถานที่มีผู้คนพลุกพล่านเข้าออกมากมาย ไม่ถูกกับจริตของท่าน.
    และในปี พ.ศ.๒๔๙๙ ได้มีโอกาสเดินทางไปที่เขาจั๊กกะจั่น ซึ่งอยู่ห่างจากวัดคีรีนาครัตนารามเพียง๓-๔ กิโลเมตร ท่านจึงได้เข้าสู่ภายในถ้ำเห็นเป็นสถานที่สงบจึงบังเกิดความชอบใจ จึงได้ยึดถ้ำเขาจั๊กกะจั่น เป็นสถานที่ปฏิบัติภาวนาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    ต่อมาก็มีคนหาของป่าไปพบเจอท่านยังตกใจว่าท่านอยู่ที่นี่ได้ยังไงมีทั้งสัตว์ดุร้ายอีกทั้งยังเป็นสถานที่อาถรรพ์ขนาดชาวบ้าวแถวนั้นยังไม่มีใครกล้าเข้าไปเลยและต่อมาชาวบ้านเรียกถ้ำนี้ว่า"ถ้ำทอง"ตามนามอันเป็นมงคลของท่าน.
    ตลอดระยะเวลาที่หลวงพ่อทองท่านอยู่ที่นี่ท่านเน้นทางสายกลาง ใช้ความเมตตา สงเคราะห์ญาติโยมที่ประสบความทุกข์จะด้วยสยบความไข้ก็ตาม เสริมดวงชะตา สร้างวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ซึ่งคนที่นำไปบูชา เกิดประสบการณ์ด้านความขลังความศักดิ์สิทธิ์มากมาย และต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๕ หลวงพ่อทอง ท่านได้มรณะภาพลงรวมสิริอายุได้ ๘๗ ปี..
    แอดมินขอเผยแผ่บารมีหลวงปู่ครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่ทองหลังหลวงปู่แช่ม ท่าฉลอง ภูเก็ต จากข้อมูลพระรุ่นนี้แจกทหารไปรบ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท
    (ปิดรายการ)
    IMG_20250327_172620.jpg IMG_20250327_172640.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 มีนาคม 2025 at 18:16
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    1332773-3ecad.jpg
    get_auc3_img (10).jpeg
    ศพไม่ไหม้- ศิษย์แห่ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพครูบาผัด วัดศรีดอนมูล จ.เชียงใหม่ พบมหัศจรรย์ศพไม่ไหม้ชาวบ้านเชื่อเพราะอิทธิฤทธิ์ตะกรุดกาสะท้อน ครูบาน้อยศิษย์เอกต้องทำพิธีล้างอาคม ศพจึงไหม้จนหมด ศิษยานุศิษย์กว่าครึ่งแสนร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ"ครูบาผัด" เกจิอาจารย์ล้านนา (ผ้าไตรพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) ต้นตำรับตะกรุดกาสะท้อน ตะกรุดลูกอมราหู และตะกรุดหัวใจพุทธคุณ ๑๐๘ ตะกรุดมหาลาภ ที่โด่งดังมาจนถึงขณะนี้
    ในพิธีดังกล่าวมีประชาชนและศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศมาร่วมพิธีกว่าครึ่งแสนคน ทำให้บริเวณเมรุชั่วคราว บนพื้นที่กว่า 30 ไร่แคบลงไปถนัดตา โดยช่วงทำพิธีเพื่ออัญเชิญผ้าไตรพระราชทานและไฟหลวงพระราชทานนั้น เกิดลมพายุพัดตลอดเวลา ขณะเดียวกันรอบๆ วัดศรีดอนมูลเกิดพายุและฝนตกอย่างหนัก แต่บริเวณพิธีพระราชทานเพลิงศพครูบาผัดกลับไม่มีฝนมีแต่ลมพัดสร้างความเย็นสบายแก่ผู้มาร่วมพิธีเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ทุกคนต่างยกมือท่วมหัวสาธุ เพราะเชื่อว่าเป็นบุญญาบารมีของครูบาผัด
    ขณะที่ไฟกำลังลุกไหม้ปราสาทนกหัสดีลิงค์และลามไหม้โลงศพแก้วบรรจุสังขารครูบาผัดจนเป็นจุณไปในพริบตา ปรากฏว่าสรีระของครูบาผัดที่นอนสงบอยู่ในโลงแก้วกลับไม่ไหม้ไฟทั้งที่เปลวเพลิงลุกโหมรุนแรงตลอดเวลา ประชาชนและศิษยานุศิษย์ที่เฝ้าดูต่างฮือฮาและพากันก้มลงกราบพร้อมกับเปล่งคำว่า "สาธุ" ดังกระหึ่ม กระทั่งไฟได้ไหม้ปราสาทนกหัสดีลิงค์และโลง ศพจนหมดแล้วแต่กลับเหลือสรีระของครูบาผัดนอนทอดยาวบนกองเพลิงไม่ได้ไหม้ไฟไปด้วย
    จากนั้นคณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์จึงร้องขอให้พระครูสิริศีลสังวร หรือครูบาน้อย เตชปัญโญ ศิษย์เอกครูบาผัด นั่งอธิษฐานจิตเพื่อล้างอาคมในตัวครูบาผัดให้หมดสิ้นไปเพื่อไฟพระราชทานจะได้ไหม้ส่งดวงวิญญาณไปสู่สัมปรายภพ เมื่อครูบาน้อยนั่งจิตอธิษฐานเพลิงก็ค่อยๆไหม้สรีระครูบาผัดไปเรื่อยๆ จนหมดเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้อยู่ร่วมงานหลายหมื่นคน
    นายภัทร กองคำ คณะกรรมการวัดศรีดอนมูล เปิดเผยว่า สาเหตุที่สรีระของครูบาผัดไม่ไหม้ไฟนั้น น่าเชื่อว่าเป็นเพราะวิชาอาคมในตัวของครูบาผัดยังล้างออกไปไม่หมด ตอนที่ครูบาผัดมรณภาพทางครูบาน้อย ศิษย์เอกก็ได้นำน้ำสมป่อยล้างวิชาอาคมออกจากตัวครูบาผัดแล้วครั้งหนึ่ง คาดว่ายังคงมีวิชาอาคมบางส่วนยังล้างไม่ออก โดยเฉพาะวิชาตะกรุดกาสะท้อนที่แรงกล้าติดตัวท่าน เป็นที่อัศจรรย์แก่ลูกศิษย์จนต้องก้มกราบ พร้อมกับเปล่ง"สาธุ"ดังกระหึ่ม (ที่มาจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด)
    เครื่องรางของท่านเด่นทั้งด้านหนุนดวงชะตา กลับร้ายกลายเป็นดี เป็นมหาอุด มหาอำนาจ กันคุณไสย ชะงักนัก.
    ในช่วงที่ครูบาผัด ยังมีชีวิต อยู่ ในปี พ.ศ.2527 เป็นครั้งแรกที่ครูบาผัดได้จัดสร้างเหรียญ เพื่อมอบให้คณะศิษย์และสาธุชนได้มีไว้บูชา คือ เหรียญ 5 รอบครูบาผัดรุ่นแรก
    ประกอบพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2527 ซี่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของครูบาผัด อายุครบ 60 ปี ณ วิหารวัดศรีดอนมูล
    โดยมีพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังแห่งภาคเหนือ เข้าร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสก อาทิ ครูบาพรหมมา วัดพระบาทตากผ้า อ.ปาซาง จ.ลำพูน, ครูบาไชยวงศา วัดพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน, ครูบาหล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่, ครูบาคำตัน วัดหม้อคำตวง อ.เมืองเชียงใหม่, ครูบาสม วัดโก่งกวาว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่, ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เป็นต้น
    ด้วยความที่ล้วนแต่มีทั้งพระเกจิชื่อดังที่มีวิทยาคมเข้มขลังเข้าร่วมพิธี และที่สำคัญในช่วงประกอบพิธีดังกล่าว มีแสงรุ้งยิงเข้าไปในวิหาร ตรงไปที่เทียนชัยมงคลเป็น ระยะ
    จนกระทั่งพิธีเสร็จพิธี ท่ามกลางสายตาประชาชนที่ร่วมพิธีจำนวนมาก และยังได้มีการบันทึกภาพไว้ได้ด้วย ถือว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์อีกพิธีหนึ่ง
    เหรียญรุ่นนี้ จัดสร้างทำออกมา 2 แบบ คือ เหรียญแบบมีห่วงและไม่มีหูห่วง ซึ่งแบบที่มีห่วงนั้นขอบเหรียญรูปไข่จะทำลายกระหนกไทยประดับรอบเหรียญ ส่วนแบบไม่มีหูห่วง ขอบเหรียญจะปล่อย เรียบแบบธรรมดาทั่วไป
    เป็นเหรียญทองจำนวน 108 เหรียญ เนื้อเงินจำนวน 500 เหรียญ และเนื้อทองแดงรมดำจำนวน 5,000 เหรียญ
    ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูป เหมือนครูบาผัด หันหน้าตรง ใต้รูปเหมือน เขียนคำว่า "ครูบาผัด"
    ส่วนด้านหลังเหรียญลงอักษรล้านนา คือคำว่า "นะโม พุทธายะ" หรือพระเจ้า 5 พระ องค์ มีความสำคัญคือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรค่าในการเคารพนับถือ
    เหรียญดังกล่าวมีพุทธคุณโดดเด่นด้านแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ
    สำหรับรายได้จากการเช่าบูชาเหรียญครูบาผัดรุ่นแรก นำไปสมทบทุนสร้างอุโบสถวัดศรีดอนมูล ซึ่งสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2528
    ครูบาผัดท่านเป็นพระอริยสงฆ์ครับ มีจิตที่เมตตามาก พระเครื่องแต่ละรุ่นล้วนได้รับความนิยม โดยเฉพาะตะกรุดกาสะท้อนอันโด่งดัง แถมวันพระราชทานเพลิงศพท่านยังเผาไม่ไหม้เลยครับ เป็นที่ประจักษ์กันทั่ว
    ประวัติครูบาผัด ผุสสิตธัมโม
    พระครูพิศิษฏ์สังฆการ หรือ ครูบาผัด ผุสฺสิตธมฺโฒ เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาสมีนามว่า นายผัดเจริญเมือง มี ภูมิลำเนาเดิม อยู่ที่บ้านป่าแคโยง หมู่ 5 ต.หนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2468 ปีฉลู เป็นบุตรคนที่ 3 ของนายคำตั๋น เจริญเมือง กับนางจี๋ เจริญเมือง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4 คน ดังนี้
    1. นายอ้าย เจริญเมือง (เสียชีวิตแล้ว) 2. นายจอน เจริญเมือง (เสียชีวิตแล้ว) 3. นายผัด เจริญเมือง (พระครุพิศิษฏ์สังฆการ) 4. นางเกี๋ยงคำ พิสุทธิ์ (เสียชีวิตแล้ว)
    เมื่ออายุได้ 15 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2483 ปีมะโรงที่วัดป่าแคโยง ต.หนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ โดยมีพระอธิการอินตา วัดสันกลาง ต.ดอนแก้ว อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาได้ อุปสมบทเป็นพระภิษษุสงฆ์ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2488 ปีระกา ขณะอายุได้ 20 ปี ที่ วัดกองทราย ต.หนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ โดยมีพระอธิการมั้น นนฺโท วัดป่าเปอะ อ.สารภี เชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า ผุสฺสิตธมฺโม ต่อมาได้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าแคโยง ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของครุบาผัด
    เนื่องจากครูบาผัดท่านมีความรู้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยาสมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะโรคไต ซึ่งสมัย ก่อนจะเป็นโรคนี้กันมาก คือมีอาการทางร่างกายที่เห็นได้ชัดเจนคือตัวบวม หรือทางลานนาเรียกว่าตัวพอง ผอมเหลือง ในปี พ.ศ.2493 ท่านครูบาผัดได้ไปรักษาโรคให้ชาวบ้านแถววัดศรีดอนมูลอยู่เป็นประจำ ซึ่งมีคุณพ่อช่อ ชัยมงคล และ ชาวบ้านบริเวณนั้น เป็นคนไข้ของท่าน ประกอบกับทางวัดศรีดอนมูลขาดผู้ปกครองวัด คณะศรัทธาวัดศรีดอนมูลจึงนิมนต์ ครูบาผัดให้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดศรีดอนมูล โดยได้ไปกราบนมัสการขอจาก พระครูพุทธาทิตยวงศ์ เจ้าอาวาสวัดป่าแคโยง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ (ขณะนั้นท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอสารภี) จากนั้นครูบาผัดจึงเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูลตั้งแต่นั้นมา และได้พัฒนาวัดศรีดอนมูลเรื่อยมาจนเป็นที่รู้จักอย่างดีของสาธุชนทั้งหลายถึงทุกวันนี้ ท่านได้ทำนุบำรุงพระศาสนา สร้าง และบูรณะซ่อมแซมภายในวัดศรีดอนมูลและพัฒนาชุมชนบริเวณรอบวัดศรีดอนมูลเรื่อยมา นากจากนี้ท่านยังเป็นปรมา- จารย์ต้นตำรับของตะกรุดกาสะท้อนและวัตถุมงคลด้านเมตตา ด้านป้องกันภัยต่าง ๆ หลายอย่าง ซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่ว
    ในปี พ.ศ.2537 ขณะนั้นครูบาผัดมีอายุได้ 69 ปีท่านป่วยกะทันหันถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลและผ่าตัดสมองเป็นการ ด่วนซึ่งคณะแพทย์ได้บอกให้กับคณะศรัทธา และพระลูกวัดทุกคนเตรียมทำใจไว้ด้วย เพราะการผ่าตัดครั้งนี้มีความเสี่ยงสูง ทำให้ครูบาน้อย เตชปญฺโญ ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง ครูบาน้อยพยายามหาวิธีที่จะทำให้ครูบาผัดซึ่งเป็นพระอาจารย์มีชีวิต ยืนยาวต่อไป ท่านได้ค้นคว้าทางธรรมะจนได้ศึกษาธรรมค้นพบวิธีจากหนังสือที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย เขียนเอาไว้ ครูบาน้อยจึงได้ทำการปฏิบัติทันที คือการเข้านิโรธกรรม ตามแบบของครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย โดยตั้ง สัจจะอธิษฐานถวายชีวิตไว้กับพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และปฏิบัติเข้านิโรธกรรมทันที ซึ่งครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ท่านยึดปฏิบัติเป็นเวลา 3 วัน และน่าประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อท่านได้ปฏิบัติไปเพียง 2 วันเท่านั้น อาการของ ครูบาผัดก็หายอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์
    ครูบาผัดท่านมีเมตตาสูง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ และศรัทธาทั่วไป ท่านได้รับการกล่าวขานเสมอว่า ไปหา หลวงปู่ เด็กทุกคนที่ไปหาจะได้รับความอิ่มเอิบใจกันถ้วนหน้า เพราะหลวงปู่จะให้ขนมนมเนยและสตางค์ติดกลับไป เป็นขวัญถุงเสมอทุกครั้งที่ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ครูบาผัดจะมีอารมณ์ดีสดชื่นแจ่มใสอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากท่าน ได้เห็น ลูกศิษย์ท่านเข้านิโรธกรรมและเมื่อออกนิโรธกรรมครูบาผัดจะนำครูบาน้อยปะพรมน้ำมนต์แผ่เมตตาแก่คณะ ศรัทธาญาติโยมที่มาร่วมทำบุญบำเพ็ญกุศล ทุกครั้ง จนถึงครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550(เป็นการ เข้านิโรธกรรมเป็นปีที่ 14)และแล้วในวันที่ 18 ตุลาคม 2550 หลวงปู่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการป่วยอีกครั้ง แต่การไปครั้งนี้ทำให้คณะศรัทธาญาติโยมต้องสูญเสียหลวงปู่ไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกเลย เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15.39 น. รวมสิริอายุได้ 82 ปี 5 เดือน 14 วัน
    ขอขอบคุณทุกๆท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่นแรกพิมพ์มีห่วงครูบาผัดวัดศรีดอนมูล

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250327_181837.jpg IMG_20250327_181900.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1743076155825.jpg FB_IMG_1743076152807.jpg

    ผานไถ รุ่นรวยพลิกแผ่นดิน พิมพ์ใหญ่
    หลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย จ.ปทุมธานี ปี ๒๕๕๑
    เนื้อโลหะ หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ ร่วมปลุกเสก
    “ผานไถ” ถือเป็นเครื่องรางของขลังอีกชิ้นหนึ่งที่มีการสร้างขึ้นมาแต่ครั้งโบราณกาล มีอิทธิคุณเด่นมากมายยิ่งนัก ในเรื่องโชคลาภโภคทรัพย์ แม้กระทั่งผานไถที่มีการใช้งานจริง เมื่อมีการปลดระวาง ชาวบ้านต่างนำมาเก็บไว้บูชาเพื่อให้มีโชคลาภวาสนา โดยในปัจจุบันมีผู้สร้าง “ผานไถ” แล้วมีประสบการณ์ มีชื่อเสียงจนเป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างขวางมีเพียง 2 รูป นั่นก็คือ หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ และหลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย นั่นเอง
    เหรียญผานไถรุ่นนี้หลวงพ่อทองกลึงท่านสร้างขึ้นโดยรวบรวมมวลสารผานไถเก่าจำนวนมาก แผ่นยันต์เกจิคณาจารย์ต่างๆ ที่เน้นเรื่องโชคลาภโภคทรัพย์มากมาย รวมถึงมีพระคณาจารย์ร่วมอธิษฐานจิตผานไถรุ่นนี้นับร้อยรูป พิธีเททองและอธิษฐานจิต มีพระเกจิคณาจารย์ 2 รูป เป็นประธาน ซึ่งนั่นก็คือ หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ และหลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย ซึ่งทั้งสองรูปนี้ต่างก็เชี่ยวชาญในวิชา และการสร้างผานไถ
    ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ผานไถรุ่นนี้จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก นอกจากนี้ยังใช้ทำน้ำมนต์ไล่ภูติผีปีศาจ ไล่ของออกจากผู้ที่ถูกแฝงได้ชะงัดยิ่งนัก จัดเป็นของดีราคาไม่แพง ผู้สนใจรีบเก็บสะสมกันก่อนที่จะหายากในอนาคต
    เหรียญผานไถรุ่นนี้หลวงพ่อทองกลึงท่านสร้างขึ้นโดยรวบรวมมวลสารผานไถเก่าจำนวนมาก แผ่นยันต์เกจิคณาจารย์ต่างๆ ที่เน้นเรื่องโชคลาภ โภคทรัพย์ มากมาย รวมถึงมีพระคณาจารย์ร่วมอธิษฐานจิตผานไถรุ่นนี้นับร้อยรูป
    พิธีเททองและอธิษฐานจิตผานไถ มีพระเกจิคณาจารย์ 2 รูปเป็นประธานอธิษฐานจิต ซึ่งนั่นก็คือ "หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ "และ "หลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย" ซึ่งทั้งสองรูปนี้ต่างก็เชี่ยวชาญในวิชาและการสร้างผานไถ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ผานไถรุ่นนี้จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
    โดยหลวงพ่อทองกลึง ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อสละ วัดประดู่ทรงธรรม, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค, หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร, หลวงปู่บุตร วัดบางเดื่อ, หลวงปู่รอด วัดเกริน, หลวงพ่อสาลี่ วัดสองพี่น้อง, หลวงปู่เส็ง วัดบางนา เป็นต้น
    วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างน่าบูชาเป็นอย่างมาก
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250327_185004.jpg IMG_20250327_185047.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 มีนาคม 2025 at 19:24
  7. Chayot

    Chayot สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2020
    โพสต์:
    79
    ค่าพลัง:
    +65
    ผานไถ รุ่นรวยพลิกแผ่นดิน พิมพ์ใหญ่
    หลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย จ.ปทุมธานี ปี ๒๕๕๑
    ขอจองค่ะ
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1743077086470.jpg

    ประวัติหลวงปู่สุข สุขเปโม หรือ พระครูสุขกิจบรรหาร อายุ ๘๑ ปี พรรษาที่ ๖๑
    เจ้าอาวาสวัดป่าหวาย ตำบลโรงช้าง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี พระเกจิอาจารย์ผู้มีไสยเวทย์พุทธาคม ศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลัง พลังจิตแก่กล้า มีความสามารถเชี่ยวชาญในไสยเวทย์พุทธาคมหลายท่าน เมตตา มหานิยม เมตตาค้าขาย มหาเสน่ห์ โชคลาภ อยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด ทำผงอิทธิเจ ผงปัทมัง ผงมหาราช ผงหน้าพระรักษ์ ผงอิติปิโสรัตนมาลา สีผึ้งมหาเมตตา
    หลวงปู่สุข เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ถือมักน้อยสันโดษ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วทั้งทางโลกและทางธรรม บรรลุญาณสมาบัติชั้นสูง มีเมตตา พูดน้อยแต่ใจดี เอื้อเฟื้อปฏิบัติต่อพุทธศาสนิกชนที่มากราบนมัสการอย่างเสมอเหมือนกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
    หลวงปู่สุข สุขเปโม เป็นศิษย์สืบทอดไสยเวทย์พุทธาคม สายหลวงปู่ศุข ชลประทาน วัดคงคาเดือด จากพระครูพรหมจริยคุณ (หลวงปู่ดี ธมฺมปญฺโญ) วัดแจ้งพรหมนคร สืบทอดสายวิชาหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จากเจ้าอธิการผิว คนฺธชาโต วัดป่าหวาย ได้รับถ่ายทอดวิชาสายหลวงพ่อลา ชุณฺณชิ วัดโพธิ์ศรี จากพระโพธิสาร (หลวงพ่อสุธี) และได้เรียนไสยเวทย์พุทธาคมจากหลวงพ่อศรี อมโร วัดหนองมน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี หลวงปู่สุข สุขเปโม เป็นสุดยอดพระเกจิอาจารย์เปี่ยมล้นด้วยเมตตาบารมี เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วไปเป็นพระสุปฎิปัณโณอีกรูปหนึ่งที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ
    ชาติภูมิ หลวงปู่สุข สุขเปโม มีนามเดิมว่า สุข นามสกุล นายช่าง ถือกำเนิดเมื่อวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2472 ตรงกับขึ้น 8 ค่ำเดือน 7 ปีมะเส็ง เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 7 คนด้วยกัน คือ 1. นางทองหย่อน 2. หลวงปู่สุข 3. นางบุญยัง 4. นายดำ 5. นายเฉื่อย 6. นายประเสริฐ 7. นางช้อย ของโยมพ่อพัน โยมแม่ฟ้อย ณ บ้านเลขที่ 71 หมู่ 1 ตำบลโรงช้าง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จบการศึกษาชั้น ป.4 ที่โรงเรียนวัดป่าหวาย
    เยาว์วัย ในวัยเด็ก หลวงปู่สุข ลำบากมาก พ่อแม่ยากจนอีกทั้งกำพร้าพ่อมาตั้งแต่อายุได้ 8 ขวบ โยมแม่ได้พาไปยกให้หลวงพ่อผิว เป็นบุตรบุญธรรม หลวงพ่อผิว คนฺธชาโต ได้รับไว้เลี้ยงดูและอุปการะให้การศึกษามาโดยตลอด หลวงปู่สุขได้มาอยู่วัดป่าหวายเป็นทั้งลูกศิษย์และบุตรบุญธรรม อยู่กับหลวงพ่อผิว หลวงพ่อผิวจะทำการฝึกสอน สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐานให้ตั้งแต่เวลานั้นยังเป็นฆราวาสอยู่ ยังไม่ได้บรรพชาเป็นสามเณร กลับจากโรงเรียนทำการบ้านเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อผิว จะให้พักผ่อนพอถึงเวลา 1 ทุ่มตรงทุกคืนจะให้หลวงปู่สุข นั่งกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อผิว สอนไว้ว่าจะต้องนั่งให้ขาทั้ง 2 ซ้อนทับกันแบบแนบสนิท ขาซ้ายทับขาขวา เข่าทั้ง 2 ต้องราบเท่ากัน ข้างใดข้างหนึ่งจะโง้น สูงกว่าไม่ได้ ลำตัวตั้งตรง ฝามือขวาทับฝามือซ้าย สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออก ยาว ๆ สงบนิ่งให้จิตเป็นหนึ่ง หลวงปู่ได้ฝึกฝนสมาธิจนสามารถนั่งได้ครั้งละนาน ๆ หลวงพ่อผิว ได้สอนวิชา คาถาอาคมต่าง ๆ ให้ตามตำราไสยเวทย์พุทธาคมของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อผิว พิจารณาเห็นว่าในเวลานั้นหลวงปู่สุข มีความสนใจด้านกรรมฐานและไสยเวทย์มากแล้ว ก็อยากให้หลวงพ่อสุข ในวัยเด็กนั้นมีชีวิตต่อสู้ในทางโลกบ้าง หลังจากหลวงปู่สุข ได้เรียนจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 ที่วัดป่าหวายแล้ว ในช่วงนั้นอายุประมาณ 13 ปี หลวงพ่อผิว จึงได้นำพา หลวงปู่สุข (ในเวลานั้น คือด.ช.สุข จึงขอใช้นามแทนว่า ด.ช.สุข) ไปฝากตัวเป็นลูกจ้างอยู่เรือเมล์ ชื่อเรือเจริญผล เป็นเรือเมล์ 2 ชั้น ๆ ล่างบรรทุกสินค้า ส่วนชั้นบนสำหรับผู้โดยสาร มีเรือสีแดงและเรือสีเขียว สีแดงเรียกเรือแดง สีเขียวเรียกเรือเขียว ด.ช สุข เป็นลูกจ้างอยู่ประจำเรือเขียว เรือจะวิ่งจากสิงห์บุรี – กรุงเทพฯ ไปกลับและยังมีเรือสิงห์บุรี-ชัยนาท ไปกลับซึ่งเวลานั้นเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาทยังไม่มี แม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำเต็มเกือบถึงตลิ่ง ซึ่งไม่เหมือนปัจจุบัน น้ำส่วนหนึ่งจะถูกกักเก็บไว้ ในขณะที่ ด.ช.สุข เวลานั้น เมื่ออยู่เรือได้มีโอกาสรู้จักพระคณาจารย์ชื่อดังรูปหนึ่งท่านมีชื่อเสียงด้านวิชาไสยเวทย์พุทธาคมเข้มคลังมาก เป็นหลวงพ่ออยู่วัดโพธิ์ศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ด.ช.สุข ได้มีโอกาสเดินทางไปกราบนมัสการท่านซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรี ในขณะนั้นชื่อ พระครูโพธิสาร (หลวงพ่อสุธี) ซึ่งท่านเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ผู้ได้รับสืบทอดวิชาไสยเวทย์จากหลวงพ่อลา ชุณฺณชิ ด.ช.สุข จึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อสุธี และต้องการขอศึกษาวิชาไสยเวทย์พุทธาคม สายหลวงพ่อลา ชุณฺณชิ จากท่าน หลวงพ่อสุธี ก็ต้อนรับพร้อมกล่าวว่า ด.ช.สุข ต้องบรรพชาเป็น สามเณร เสียก่อนแล้วจึงมาเรียนได้ จากนั้น ด.ช.สุข ก็ได้กราบลากลับไปยังวัดป่าหวาย ได้นำเรื่องราวนี้ไปปรึกษาและเล่าให้ หลวงพ่อผิว ได้ทราบ หลวงพ่อผิว เมื่อทราบแล้ว จึงได้พิจารณาเล็งเห็นว่า ด.ช.สุข มีความสนใจด้านศาสนา และไสยเวทย์เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ทำการบรรพชาให้ ด.ช.สุข เป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 14 ปีในปีพ.ศ.2486 เป็นต้นมา
    สามเณรสุข ก็ได้เดินทางโดยนั่งเรือเมล์ไปยังวัดโพธิ์ศรี ระยะทางเรือจากวัดป่าหวายไปถึงวัดโพธิ์ศรี ประมาณ 25 กม. จะต้องใช้เวลานั่งเรือประมาณ 1 ชม. สามเณรสุข ได้มาเรียนสายวิชา หลวงพ่อลา ชุณฺณชิ จากพระครูโพธิสาร (หลวงพ่อสุธี) ไปกลับครั้งละ 2-3 วัน อยู่ถึง 2 พรรษา ได้รับการถ่ายทอดวิชาไสยเวทย์ต่าง ๆ จนจบสิ้น จากนั้นสามเณรสุข ก็ได้อยู่วัดป่าหวาย ช่วยเหลือดูแลรับใช้หลวงพ่อผิว ตลอดมา
    อุปสมบท ครั้นเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดป่าหวายเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2492 โดยมีพระครูพรหมจริยคุณ (หลวงปู่ดี ธมฺมปญฺโญ) วัดแจ้งพรหมนคร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเจ้าอธิการผิว คนฺธชาโต วัดป่าหวาย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการแสวง วัดโพธิ์ศรี เป็นพระอนุสาวณาจารย์ หลวงปู่สุข ได้รับฉายานามทางภิกษุว่า สุขเปโม อุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่วัดป่าหวาย ได้ศึกษาพระธรรมวินัย เรียนนักธรรมอยู่ดูแลรับใช้ศึกษาวิชาต่าง ๆ จากหลวงพ่อผิว คนฺธชาโต โดยตลอด

    ศึกษาพุทธาคม เมื่ออุปสมบทแล้วได้มาทราบถึงว่าพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่ดี ธมฺมปญฺโญ หรือพระครูพรหมจริยคุณ วัดแจ้งพรหมนคร เป็นศิษย์ หลวงปู่ศุข วัดคงดาเดือด ซึ่งชาวสิงห์บุรีและพุทธศาสนิกชน คนเก่าแก่ทั่วไปยอมรับว่าเป็นสุดยอดพระเกจิอาจารย์ไสยเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลัง เป็นปรมาจารย์ไสยเวทย์แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอีกรูปหนึ่ง เช่นเดียวกับ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เพียงแต่ว่า หลวงปู่ศุข วัดคงดาเดือด มีความอาวุโสกว่าถึง 20 ปี
    หลวงปู่สุข สุขเปโม ได้เดินทางเท้าจากวัดป่าหวายไปกราบนมัสการพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่ดี ธมฺมปญฺโญ ที่วัดแจ้งพรหมนคร และขอศึกษาเล่าเรียนไสยเวทย์มนต์คาถาต่าง ๆ จากท่าน วัดป่าหวาย อยู่ห่างจากวัดแจ้งพรหมนครระยะทาง 5 กม. การไปมาหาสู่มี 2 ทาง คือทางเรือ และ โดยเดินทางเท้า ซึ่งในช่วงสมัยนั้นถนนทางลาดยาง สายสิงห์บุรี-อ่างทอง ยังไม่มีรถยนต์ยานพาหนะยังไม่มีสัญจรไปมา คงมีแต่ขี่จักรยานและเดินทางเท้า หนทางไปมาหาสู่ค่อนข้างลำบากไม่สะดวกเหมือนในปัจจุบัน ส่วนทางเรือนาน ๆ จะมีเรือเมล์วิ่งผ่านถ้าไม่ทันก็จะต้องเดินทางเท้าคอยไม่ได้ เพราะไม่มีเวลาแน่นอน การเดินทางเท้าจากวัดป่าหวายไปวัดแจ้งพรหมนคร ต้องผ่านป่ารกและทุ่งนาไปแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาเดินถึง 50 นาทีเป็นอย่างน้อย หลวงปู่สุข สุขเปโม ได้รับการถ่ายทอดวิชา ปลุกเสกวัตถุมงคลให้ศักดิ์สิทธิ์ การจุพลังพุทธคุณให้เข้มขลังคงอยู่ การบรรจุธาตุหนุนธาตุ วิชานี้จะทำให้โลหะ อิฐ หิน ดิน ทราย น้ำ และวัตถุธาตุ แร่ธาตุ ต่าง ๆ เกิดพลังศักดิ์สิทธิ์ไม่เสื่อมคลาย จะเห็นได้ว่าเหรียญรุ่น๑ พ.ศ.2465 ของพระครูพรหมนครบวรราชมุนี (หลวงปู่ศุข ชลประทาน วัดคงคาเดือด) มีค่านิยมหลักแสนปลาย ๆ ยังหาไม่ได้ ผู้ใดมีไว้บูชาหรือครอบครองถือว่ามีบุญวาสนาสูงส่ง เพราะเหรียญนี้ศักดิ์สิทธิ์ใช้เป็นแก้วสารพัดนึก อธิษฐานในสิ่งที่ถูกที่ควรจะได้ดังสมใจนึกเสมอ วิชาเสกของหลวงปู่สุข วัดคงคาเดือด ท่านได้ถ่ายทอดให้กับหลวงปู่ดี ธมฺมปญฺโญ วัดแจ้งพรหมนคร หลวงปู่ดี ได้ใช้ปลุกเสกบรรจุพลังในเหรียญรุ่น๑ ของท่านทำให้เหรียญของหลวงปู่ดี ได้เกิดพลังพุทธคุณเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยอมรับของนักสะสมบูชาพระเครื่อง ซึ่งค่านิยมเล่นหากันหลัก2-3หมื่นบาท ก็เป็นเหรียญหนึ่งที่หายากเช่นกัน ในปัจจุบันปีพ.ศ.2552 หลวงปู่สุข สุขเปโม เจ้าอาวาสวัดป่าหวาย ได้สร้างและปลุกเสกเหรียญรูปไข่รุ่นแรกขึ้น ผลปรากฏเหรียญรุ่นแรกนี้ก็ได้รับความนิยมตอบรับจากนักสะสม นักบูชาพระเครื่องและเซียนพระเป็นอย่างดี เหรียญเนื้อเงินเล่นหากันสูงถึง 7,000-8,000 บาทแล้ว ในอนาคตไม่นานนัก เหรียญนี้ราคาจะเล่นหากันสูงมากอีกเหรียญหนึ่ง เมื่อหลวงปู่สุข ได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาต่าง ๆ จากหลวงปู่ดี
    แล้วต่อมาในปีพ.ศ.2515 ในพรรษาที่ 23 หลวงปู่สุข สุขเปโม ก็มาทราบถึงชื่อเสียงกิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของอิทธิวัตถุมงคลพระรอดหนองมน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ซึ่งหลวงพ่อศรี อมโร เป็นผู้สร้างและเสกบรรจุกรุและเป็นผู้เปิดกรุ โดยหลวงพ่อศรี อมโร เกิดพุทธคุณศักดิ์สิทธิ์ช่วย พลร่ม ที่กำลังโดดร่ม แต่ร่มไม่กางตกลงกลางก่อไผ่แล้วรอดปลอดภัย หลวงปู่สุข สุขเปโม จึงได้เดินทางไปวัดหนองมน กราบนมัสการขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอศึกษาเล่าเรียนวิชาไสยเวทย์จากท่าน หลวงพ่อศรี ได้ตอบรับและฝึกสอนวิชาให้ หลวงปู่จะเดินทางโดยทางเรือเมล์ ออกจากวัดป่าหวายไปถึงตลาดปากบาง ซึ่งมีระยะทางเรือประมาณ 4 กม. ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ถึงตลาดปากบาง แล้วหลวงปู่ก็เดินทางเท้าต่อไปถึงตลาดบางงา ระยะทางอีก 1 กม. ต่อจากตลาดบางงา ต้องเดินทางเท้าลัดเลาะไปตามทุ่งนาถึงวัดหนองมน ระยะทางอีก 5 กม. รวมระยะทางเดินเท้า 6 กม. ต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าถึงจะถึงวัดหนองมน หลวงปู่สุข จะเดินทางไปเรียนไสยเวทย์มนต์คาถา จากหลวงพ่อศรี อมโร เป็นประจำอยู่เสมอ เดินทางไปครั้งหนึ่งจะค้างพักอยู่ที่วัดหนองมน 3-4 วัน แล้วจึงเดินทางกลับปฏิบัติอย่างนี้อยู่ถึง 3 ปี การที่หลวงปู่สุข ได้เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนวิชากับหลวงพ่อศรี ในอันดับแรก ท่านจะสอนให้นั่งสมถะกรรมกฐานก่อน แล้วจึงต่อด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ฝึกจนเชี่ยวชาญจิตมั่นคง มีพลังจิตแข็งแกร่งแล้วจึงจะสอนวิชาคาถาอาคมให้การกำหนดจิตและลมปานเสกเป่าให้ จนหลวงปู่สุข สุขเปโม ปฏิบัติได้และทำได้ด้วยความมานะและมีจิตอันมั่นคงอย่างรวดเร็ว หลวงปู่สุข ได้รับการถ่ายทอดไสยเวทย์พุทธาครมจากหลวงพ่อศรี จนจบสิ้น
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จรุ่น 1 วัดป่าหวายหลวงพ่อสุข เนื้อผงน้ำมัน
    ..... ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250327_190134.jpg IMG_20250327_190202.jpg IMG_20250327_190114.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1743082706096.jpg

    ประวัติและปฏิปทา
    หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล
    วัดกระโจมทอง
    ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
    หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๖ มกราคม ๒๔๗๘ ปีกุน ในตระกูลชาวนา เป็นบุตรของนายพรหม และนางพันธ์ ตามภานนท์ ซึ่งเป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๗ คน ท่านเป็นคนที่ ๖ ณ ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยบิดาของท่านเป็นพระภิกษุถึง ๒๐ พรรษา เป็นพระนักเทศน์ที่ได้รับความเคารพนับถือจากภิกษุอื่น นอกจากนั้นยังเป็นสมภารปกครองหลายวัด ถึงแม้ว่าโยมบิดาจะสึกมามีครอบครัวแล้วก็ตาม พระภิกษุอื่นก็ยังเคารพโยมบิดาในฐานะของอาจารย์เสมอมา โยมบิดาท่านปฏิบัติตัวอยู่ในศีลในธรรมเสมอๆ ประกอบทั้งได้อบรมลูกๆ ให้มีความเคารพต่อพระบรมศาสดา สอนให้ละการเบียดเบียนบุคคลอื่นด้วยกาย วาจา และใจ และชี้แนะแนวทางในการช่วยเหลือมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากด้วยพรหมวิหาร ๔
    ธรรมะเกิดในราวปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ ขณะที่ท่านอยู่ระหว่างการศึกษาเล่าเรียนนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น หลังจากสงครามสงบลงใหม่ๆ ภายในหมู่บ้านได้เกิดอาการไข้แพร่เชื้อติดต่อกัน ในจำนวนผู้เป็นไข้นั้นมีตัวท่านเอง น้องชายของท่าน เพื่อนเล่นของท่านและเด็กคนอื่นๆ แต่ก็ไม่มียามารักษา เพราะว่าหลังสงครามขณะนั้นยาหายากมาก อาการไข้ของน้องชายและเพื่อนของท่านทวีขึ้นอย่างรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ และถึงแก่ความตายในที่สุด ความตายนี้มาพรากน้องชายและเพื่อนของท่าน ทำให้ท่านเสียใจอย่างสุดซึ้ง ได้บังเกิดเป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งหนึ่งเข้ามาในจิตใจของท่าน
    ในขณะที่ใคร่ครวญพิจารณาศพเพื่อนและน้องชายด้วยใจจดใจจ่อ ได้บังเกิดเป็นฝ้าขาวบางแผ่กระจายไปทั่วบริเวณและได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนเดินผ่านหน้าท่านไปอย่างช้าๆ ทำให้ท่านหวนคิดไปว่า ผู้หญิงคนนั้นเขามีสิ่งใด เขาจึงเดินได้ เคลื่อนไหวได้ แล้วเพื่อนของเราขาดสิ่งใด จึงเคลื่อนไหวไม่ได้ ในขณะที่คิดพิจารณาอยู่กับการตายของน้องและเพื่อนนั้น จิตเริ่มค่อยๆ ลงสู่ความสงบพร้อมกับฝ้าขาวค่อยๆ หนาขึ้น หนาขึ้น จนกระทั่งเห็นสีขาวเต็มไปหมด นานเท่าไรไม่ทราบได้ จิตจึงเริ่มถอนออกมา รับรู้สภาพภายนอก ทบทวนย้อนหลังกลับไปถึงสาเหตุของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความคิดที่พิจารณาถึงความตาย หลังจากนั้นเป็นต้นมาในดวงใจของท่านเหมือนมีสิ่งมาดลใจไปให้ท่านอยากบวชเสมอมา
    กุศลดลใจ สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอีกสิ่งคือ เสียงเด็กร้องไห้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าท่านได้ยินเมื่อไร จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเหมือนถูกกรีดด้วยมีดคม ต้องหลีกให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ จนไม่ได้ยินเสียง มูลเหตุนี้ทำให้ท่านคิดว่า สมมติว่าเราแต่งงานมีลูก ถ้าลูกร้องแล้วเราเจ็บปวดอย่างนี้ เราจะเข้าไปหาลูก หรือเราจะหนีลูก ได้รับคำตอบมาทันทีว่า เราต้องหนี และถ้าเราหนีขณะที่ลูกร้องจะตาย ใคร ๆ เขาจะว่าเราบ้า เพราะมันไม่ใช่พ่อคนแล้ว พ่อสัตว์แน่ๆ
    เมื่อท่านพิจารณาเช่นนั้น ท่านจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ขอแต่งงานเด็ดขาด ยิ่งเป็นการสนับสนุนความคิดเดิมที่จะบวชให้ทวียิ่งขึ้นไปอีก หลังจากนั้นมา ท่านก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของพระครูประภาส ภูมิสถิต วัดคงคาสวัสดิ์ ที่ท่านเล่าเรียนหนังสืออยู่ ได้ติดสอยห้อยตามพระครูไปในสถานที่ต่างๆ ในกรณีที่ท่านมีกิจนิมนต์เทศน์ และปรนนิบัติท่านพระครูด้วยดี ในยามว่างจากการปรนนิบัติแล้ว ท่านพระครูมักจะไล่ให้ท่านลงไปพิจารณากรรมฐาน โดยให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทุกๆ คืน นอกจากนี้ ท่านยังได้ศึกษาด้านปริยัติและได้นำบทเรียนที่เกี่ยวกับการทำกสิณมาปฏิบัติจนกระทั่งท่านมีความชำนาญในฝ่ายสมถะมากพอสมควร
    ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดคงคาสวัสดิ์ ต.คงคาสวัสดิ์ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี ท่านพระครูประภาส ภูมิสถิต เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เจิม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระปลัดเกตุ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้อยู่ศึกษาด้านพระปริยัติธรรม ๑ ปี แล้วย้ายไปอยู่วัดวิชิตสังฆาราม ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อศึกษาทางด้านภาษาบาลี แต่เรียนไม่จบ เนื่องจากท่านเป็นเนื้องอกในจมูก จึงได้กลับมาศึกษานักธรรมเอกที่วัดคงคาสวัสดิ์ดังเดิม และออกธุดงค์ในเวลาต่อมา
    ราวปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ หลังจากที่ท่านและสหายได้เดินทางกลับจากธุดงค์ เพื่อจะสอบนักธรรมและสอบได้ในคราวนั้นแล้ว ปีนั้นได้เกิดวาตภัยครั้งใหญ่ที่แหลมตะลุมพุก ที่ อ.ปากพนัง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตคนสัตว์อย่างมากมาย มีการทยอยนำศพมาตั้งไว้ที่วัดคงคาสวัสดิ์นั้นมากมายเต็มศาลา ทำให้ท่านรำพึงว่า “มนุษย์เราไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โต ร่ำรวยมหาศาล สวยหรืองาม ทุกข์ยากลำเข็ญเพียงใด ก็หนีความตายไม่พ้น เมื่อตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ เกิดตายเช่นนี้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติ ศีล สมาธิ และปัญญาเป็นทางไปแห่งความไม่ตายที่นิจนิรันดร์” เสียงหนึ่งผุดกังวานขึ้นในใจ เป็นเหตุให้ท่านเบื่อหน่ายต่อความเกิด มุ่งที่จะปฏิบัติอย่างเต็มกำลัง
    เมื่อดำริเช่นนั้นแล้วจึงได้จัดเตรียมบริขาร และชักชวนพระสหายออกเดินธุดงค์แถบป่าเขา จ.นครศรีธรรมราช อีกครั้ง ท่านได้ไปลาโยมพ่อ โยมพ่อแสดงความห่วงใยและแนะนำให้ไปนมัสการพระบรมธาตุ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ก่อนออกเดินทาง ท่านก็ได้รับปาก จังหวะเดียวกันนั้นท่านได้รับนิมนต์ให้ไปฉันที่วัดทับโคก และได้พบกับท่านพระอาจารย์อุดม สมถกิจ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น ท่านได้บอกความตั้งใจที่จะธุดงค์ พระอาจารย์อุดมก็เห็นดีด้วย เพราะคำนึงถึงผลที่จะได้รับจากการธุดงค์ พร้อมกันนั้นพระอาจารย์อุดมได้แนะนำให้ท่านเดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่วัดชายนา หาแนวทางในการปฏิบัติไว้เป็นพื้นฐานเสียก่อนจะไปธุดงค์ พระอาจารย์สุทัศน์ก็เห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น ได้เป็นศิษย์รุ่นแรกของพระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร พระครูภาวนานุศาสก์
    ในวันมาฆบูชานั่นเอง เป็นวันที่หลวงพ่อสุทัศน์ และพระอาจารย์บัญญัติ ได้เดินทางไปทำการนมัสการพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ด้วยการเวียนเทียนและเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอีกที่หนึ่งคือวัดชายนา ครั้งแรกที่ท่านพบพระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร ขณะนั้นท่านกำลังทำการสอบอารมณ์แม่ชีอยู่และได้มีการการไต่ถามข้อที่กล่าวด้วยมรรคมีองค์ ๘ โดยพระอาจารย์ใหญ่เป็นผู้ถามและแม่ชีน้อยเป็นผู้ตอบ
    หลวงพ่อสุทัศน์ท่านยืนฟังและพิจารณาตามจนจิตเกิดความสงบนึกนิยมชมชอบในตัวพระคุณอาจารย์ใหญ่และคำตอบของแม่ชีน้อยที่โต้ตอบไป พลางรำพึงในใจว่า เราเรียนนักธรรมมายังตอบไม่ได้ลึกซึ้งอย่างนี้เลย เมื่อได้โอกาสแล้ว พระอาจารย์สุทัศน์จึงเข้ากราบเรียนจุดประสงค์ในการเดินทางมาครั้งนี้ ซึ่งพระคุณอาจารย์ใหญ่ก็รับด้วยความยินดี พร้อมกับแจงการปฏิบัติของท่านว่า
    “การปฏิบัติให้จับอิริยาบถทั้ง ๔ คนเรามี การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ทุกคน แต่ไม่มีใครเลยที่ตามจับความรู้สึกในอิริยาบถทั้ง ๔ ให้ใช้ความเพียรพยายามในการติดตาม อย่าย่อท้อ”
    อุบายการสอนของพระคุณอาจารย์ใหญ่สอนเพียงสั้นๆ แต่กินใจของหลวงพ่อสุทัศน์อย่างลึกซึ้ง เหมือนหนึ่งส่องไฟที่มีดให้สว่าง หงายของคว่ำให้แจ้ง บังเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า ได้ให้สัจจะต่อหน้าพระคุณอาจารย์ใหญ่ว่า“ตราบใดที่ผมได้ปฏิบัติอยู่ในสำนักนี้ ถ้าไม่แจ้งในขันธ์ ๕ นี้จะไม่ขอพูดกับใคร” ท่านได้ตั้งใจปฎิบัติโดยมีพระคุณอาจารย์ใหญ่คอยเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด จนท่านพิจารณาเห็นว่าท่านพอจะมีสติและปัญญาเป็นเครื่องคุ้มครองตัวได้ พร้อมกับมีศรัทธาเชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสูงยิ่ง ท่านจึงปรารถนาที่จะไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองที่ประเทศพม่า ที่เชื่อว่ามีพระเกศาของพระพุทธองค์ประดิษฐานอยู่ จึงได้ออกธุดงค์พร้อมพระสหายในปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ นั่นเอง

    ๏ รับหน้าที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกระโจมทอง
    ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ท่านกลับจากธุดงค์ในประเทศพม่า โดยได้ไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง แล้ว ท่านก็ได้เข้ากราบนมัสการ พระครูประภาส ภูมิสถิต และเดินทางเข้ากราบพระคุณ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร แล้วได้รับมอบหมายจากท่านพระอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร ให้ช่วยฝึกอบรมพระภิกษุและฆราวาส ณ วัดอัมพวัน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
    ปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ หลวงพ่อสุทัศน์เป็นกำลังสำคัญร่วมกับพระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร จัดประชุมสัมมนาพระวิปัสสนาจารย์ทั่วประเทศครั้งที่ ๑ โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)ขณะดำรงตำแหน่งเป็น สมเด็จพระวันรัตน ประธานเมตตาเปิดการประชุมครั้งนี้ เป็นไปเพื่อการเผยแพร่และยืนยันการเจริญวิปัสสนากรรมฐานในแนวสติปัฏฐาน ๔ ถือเป็นจุดเริ่มที่น่าภูมิใจ
    ปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ขณะดำรงตำแหน่งเป็น สมเด็จพระวันรัตน ได้ประทานพื้นที่รกร้าง มีโบราณสถานเป็นลักษณะโบสถ์ มีพระพุทธรูป ๓ องค์ สันนิษฐานว่าเป็นโบราณสถานสมัยอู่ทองยุคต้น ให้แก่พระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร เพื่อพิจารณาพัฒนาให้เป็นสถานที่เพื่อการเผยแผ่การปฏิบัติธรรมและให้เป็นที่พึ่งพิงแก่ชาวบ้าน พระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร จึงมอบหมายให้หลวงพ่อสุทัศน์ ศิษย์คนสำคัญเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น ซึ่งก็คือ วัดกระโจมทอง จ.นนทบุรี จนถึงปัจจุบัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลังรูปเหมือนหลวงพ่อสุทัศน์วัดกระโจมทอง
    หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล วัดกระโจมทอง บางกรวย นนทบุรี ท่านเป็นพระปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างมาก สงบและเพียบพร้อมด้วยความงดงามแห่งศีลอย่างยิ่งนัก เป็นพระผู้ไม่ปรารถนาเบียดเบียนสรรพสัตว์
    ดังความตอนหนึ่งในหนังสือที่เขียนว่า
    “ไม่ปรารถนาเอาเลือด เอาเนื้อผู้อื่น มาเป็นเลือดเนื้อตัวเอง

    ให้บูชา๒องค์คู่ 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    IMG_20250327_203929.jpg IMG_20250327_203948.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 มีนาคม 2025 at 21:24
  10. sunmk

    sunmk เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2020
    โพสต์:
    1,321
    ค่าพลัง:
    +1,114
    จองพระสมเด็จลป.ขม/สทเด็จลป.สุทัศน์
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    รับทราบครับขอบคุณครับ
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1742998754904.jpg FB_IMG_1742998760384.jpg
    หลวงพ่อหมอ สุดยอดพระเกจิ เพื่อนรักของหลวงพ่อคูณ พระเกจิองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาสูบให้
    พระสงฆ์ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยกย่องว่าเป็น
    “…เจ้าของธนาคาร…”
    ขออนุญาตยกบทความของคุณพยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์
    ที่ได้รวบรวมเรื่องราวของท่านไว้
    มาเผยแพร่บารมีองค์หลวงพ่อนะครับ
    : เจ้าของธนาคาร :
    ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ 2532
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
    มาร่วมงานเททองหล่อพระที่วัด
    แห่งหนึ่งใน อ.ท่าเรืองานนั้น
    หลวงพ่อหมอ ก็ไปร่วมงานด้วย
    ผู้คนที่มาในงานต่างมาห้อมล้อม
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
    กันมากมายเพื่อกราบขอเมตตา
    ขอบารมีจากท่าน
    ระหว่างที่ผู้คนห้อมล้อมท่านอยู่นั้น
    หลวงพ่อฤษีลิงดำ ก็ได้ชี้ไปที่
    หลวงพ่อหมอที่นั่งอยู่คนละฝั่งกัน
    กับท่านแล้วพูดว่า
    " ผู้ใดมีบารมี ผู้ใดจะโชคดีโน้น...
    ไปขอหลวงพ่อหมอโน้น นี้แหล่ะ
    เจ้าของธนาคารตัวจริง
    ไปกราบขอท่านไป "
    เป็นคำกล่าวของครูบาอาจารย์ผู้รู้ซึ้ง ซึ่งภูมิธรรมของกันและกัน
    " ปราชญ์ย่อมรู้ในปราชญ์ ".
    หลวงพ่อประเสริฐ(หมอ) โอภาโส
    วัดโคกกระต่ายทอง ท่าเรือ อยุธยา
    พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงฤทธิ์อภิญญา
    วาจาสิทธิ์หูทิพย์ ตาทิพย์
    วัตรปฏิบัติแปลกๆ ทำตัวแปลกๆ
    จนชาวบ้านหาว่าท่านเป็น " พระบ้า "
    คน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นับถือท่านมาก
    เรื่องโชคลาภนั้นเป็นเลิศนัก
    ผู้สร้างตำนานโรงทานอันลือลั่น
    ฝ่ามือมหาลาภ วัตถุมงคลท่านศักดิ์สิทธิ์นัก
    เรื่องหวยเรื่องเบอร์นั้นท่านโดงดังมาก
    แนวทางปฏิบัติ กิน เดิน นั่ง นอน ท่านจะภาวนาตลอดเวลา กิจสำคัญของท่านที่ขาดไม่ได้เลยคือการ ออกบิณฑบาต
    โปรดญาติโยม เรื่องราวพิสดาร
    ปาฏิหาริย์ ความศักดิ์สิทธิ์
    อัศจรรย์พันลึก วัตรปฏิบัติแปลกๆ
    จนชาวบ้านเรียก " พระบ้า "
    ปริศนาธรรมคำคมหลวงพ่อหมอ
    * ศรัทธาตัวเดียว
    ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า
    ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน *
    * ธรรมะต้องเกิดในดวงจิต
    ดวงใจถึงจะเป็นของจริง *
    * สมาธิเปรียบเหมือนต้นไม้ ศีลเหมือนพื้นดินสมาธิอาศัยศีล เหมือนต้นไม้อาศัยดิน *
    * เรากางร่มก่อน ร่มถึงจะมากางเรา
    ถ้าเรามีศีลมีธรรมแล้ว ศีลธรรมก็มารักษาเราเป็นเรื่อง ปัจจัตตัง อัตตะโน นาโถ
    (ทำเอง รู้เอง เห็นเอง) *
    เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้คือเรื่องราวพิสดาร ปาฏิหาริย์ ประสบการณ์ต่างๆ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
    จากบันทึกของศิษย์และคำบอกเล่าจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน
    เรื่องราวปาฏหาริย์ พิสดารลึกลับ
    ของหลวงพ่อหมอ ยังมีอีกมากเล่ากันเจ็ดวันเจ็ดคือก็ไม่หมด เอาพอหอมปากหอมคอ
    ให้รู้ว่า พระดีๆ เก่งๆ ที่ทรงฤทธิ์อภิญญา แบบนี้ยังมีให้เราได้ค้นหากันอยู่
    " โยมไม่ทันท่าน แต่ได้พระท่านไปบูชา ก็เหมือนได้แก้ววิเศษของท่านแล้ว "
    ( หลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้กล่าวไว้ )
    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อหมอ โอภาโส
    ถือกำเนิดในสกุล จันทรส ณ บ้านบักเขียบ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ
    เกิดเดือน ๑๒ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๕๘
    เดิมท่านชื่อว่า เพชร แล้วเปลี่ยนมาเป็น ประเสริฐส่วนชื่อ หมอ นั้นชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งให้ท่านเพราะกิตติศักดิ์ของท่านนั้นเอง
    หลวงพ่อหมอ ท่านเป็นพระอริยะสงฆ์อีกรูปหนึ่งผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัตชอบ ท่านใช้ชีวิตในสมณเพศอย่างเป็นประโยชน์ยิ่ง ไม่เคยสะสมเงินทองมาเป็นของส่วนตัวมีเท่าไหร่ท่านนำไป บริจาก สร้าง แจก เพื่อก่อประโยชน์ต่อบวรพุทธศาสนา เลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่อยู่ในความอุปการะคุณของท่านทั้งหมด
    สงเคราะห์ญาติโยมผู้ตกทุกข์ได้ยาก
    จากวัตรปฎิบัติแบบแปลกๆ ของท่าน เเม้ยางคนที่ไม่เข้าใจ มองท่านอย่างผิวเผินว่าท่าน ออกจะแปลกๆ พิกลไม่เหมือนพระสงฆ์ทั่วไป
    การออกธุดงค์ของทาานก็แปลก ไม่เคยมีกลดหรือมุ้งติดตัวเลย จะมีเพียงแค่จีวรห่มกาย และบาตรใบเดียวเท่านั้น
    แต่เมื่อได้สัมผัสได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ
    วัตรปฏิบัติ อุบายธรรม หลักคำสอนต่างๆ ของท่านแล้ว ความสงสัยในตัวท่านนั้น ก็จะคลายสิ้น.
    ______________________________
    : #นวโกวาทเป็นครู :
    หลวงพ่อหมอ ท่านว่าท่านเอาตำราเป็นครู
    เอานวโกวาทเป็นครู ภูมิธรรมที่เกิดขึ้นนั้นได้จากตำรา
    หลวงพ่อหมอ เคยปรึกษาหารือสนทนาธรรมกันกับ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ถึงนวโกวาท
    ซึ่งในนวโกวาทนี้เขาบอกไว้ทุกเรื่อง ทุกเหลี่ยมทุกมุม
    แต่ไม่ปฏิบัติกัน
    ท่านว่าคนที่จะบรรลุธรรมะ คือ ศรัทธาตัวเดียว ไม่ได้เรียนมามากท่านเอ่ยตามพระวินัยสนใจให้มากรักษาตามนวโกวาทให้ดีๆ
    ศรัทธาตัวเดียว ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน.
    ___________________________
    : #หมอ :
    ที่มาของคำว่า หมอ
    ที่ อ.ตะพานหินคือมีญาติโยมผู้หญิงที่ตั้งท้องมากราบ หลวงพ่อหมอ แล้วถามว่าเด็กในท้องเป็นยังไง ปรากฏว่าหลวงพ่อหมอ ท่านบอกเพศ วัน เดือน ปี ที่เด็กจะเกิดไว้ ชึ่งพอถึงเวลาก็คลอดตามที่หลวงพ่อพูดตรงทั้งหมด ทำให้เป็นเรื่องที่แปลกมาก คนท้องในสมัยนั้นแห่กันมาถามหลวงพ่อจนวุ่นวาย
    เท่านั้นยังไม่พอบางคนมาขอให้ท่านแผ่บารมีรักษาอาการเจ็บป่วยให้หาย ท่านก็รักษาตามนิมิตของท่านบางท่าน หลวงพ่อหมอ ให้ไปกินก๋วยเตี๋ยวสามชามก็หาย
    บางคนโดนท่านถีบ ท่านพลักก็หายหรือบางท่านโดนตบก็มีส่วนใหญ่ ญาติโยมไปหาหลวงพ่อแล้วท่านทำให้หายหมด คนตะพานหินจึงเรียกท่าน หลวงพ่อหมอ ตั้งแต่นั้นมา
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ เป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    การธุดงค์หลวงพ่อหมอ มีอัฏฐบริขารติดตัวเพียงจีวรห่มกาย และบาตรเท่านั้น กลดมุ้งไม่เคยมีแต่แปลกผิวหลวงพ่อหมอ ไม่มีรอยยุงกัดเลย.
    ______________________________
    : #พระบ้า :
    ลูกศิษย์ท่านหนึ่งชาวตะพานหิน เล่าว่ามีชาวบ้านแถวบ้านตนเอง ไปดูหลวงพ่อหมอ อยากรู้ว่าพระบ้าเป็นอย่างไร ก็ได้พบหลวงพ่อหมอ เมื่อได้สัมผัสหลวงพ่อหมอ อย่างจริงจังแล้วขนลุกรู้สึกได้ทันทีว่า
    พระองค์นี้ไม่เพียงมิใช่พระบ้า แต่เป็นพระที่ไม่ธรรมดาและเป็นพระที่เก่งมากๆ เสียด้วย นึกคิดอะไรในใจท่านรู้หมด ก่อนหวยออกไม่กี่นาที
    หลวงพ่อหมอ ท่านได้เขียนเลขเล่นๆ ไว้ 6 ตัว พอหวยออกมา รางวัลที่ 1 ออกตรงแป๊ะไม่มีคลาดเคลื่อนเลยทั้ง 6 ตัว
    แบบนี้จะเป็นพระบ้าได้อย่างไร.
    ______________________________
    : #ยาสีฟันรักษาโรคประหลาด :
    คนนครสวรรค์ผู้หนึ่ง ได้ดูถูกปรามาสว่า
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระผีบ้า
    จู่ๆได้เกิดเป็นโรคประหลาด เป็นก้อนเนื้อขึ้นตามผิวหนังของแขนทั้งสองข้าง ไปหาหมอรักษาโรงบาลไหนก็ไม่หาย รู้สึกปวดทรมานมาก
    ก็เลยนึกได้ว่าก่อนเป็นนั้น ตนเองนั้นได้ดูถูกปรามาสหลวงพ่อหมอ ว่าเป็นพระผีบ้า
    ก็เลยจะมาขมาหลวงพ่อหมอ
    เมื่อเจอหน้ากัน ยังไม่ทันได้พูดอะไร
    หลวงพ่อหมอ ถามขึ้นก่อนโดยทันทีว่า
    " เป็นบ้ามั๊ย โยมคนนี้จึงตอบท่านไปว่า ไม่บ้าครับ หลวงพ่อหมอ ก็พูดขึ้นว่า เอ้อ..แก่ก็ยอมรับแล้วว่า ข้าไม่บ้า แล้วหลวงพ่อหมอ ก็บอกให้ไปซื้อยาสีฟันจากร้านที่ท่านบอก ให้เอามาทาแล้วจะหายภายใน 7 วัน "
    เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ยาสีฟันที่หลวงพ่อหมอ
    บอก ให้ไปซื้อมาทา สามารถรักษาอาการทุกข์ทรมานจากโรคประหลาดที่เป็นอยู่นั้น หายอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไปรักษาจากโรงพยาบาลมาหลายแห่งแล้วไม่หาย.
    _____________________________
    : #จากตะพานหินสู่วัดโคกกระต่ายทอง :
    หลังจากที่หลวงพ่อหมอได้อยู่สร้างความเจริญทางวัตถุที่วัดพฤษะวันโชติการาม
    ควบคู่กับปลูกฝังรากแห่งความศรัทธาต่อบวรพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นและฝังลึกในจิตใจชาวตะพานหินและละแวกใกล้เคียงเป็นเวลาหลายปี
    ร้านค้าชาวจีนหรือเหล่าศิษย์ในอ.ตะพานหิน
    จะมีรูปท่านบนหิ้งพระทุกร้าน
    พระอาจารย์ทองอยู่ แห่งวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ
    ได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านได้ไปพบท่าน
    จึงขอให้ท่านนำกฐินมาทอดที่
    วัดบัวงาม ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา เมื่อท่านนำกฐินมาทอดแล้ว
    ชาวบ้านท่าเรือเลื่อมใสศรัทธาท่านมากต่างปรึกษากันว่าจะหาวัดให้ท่านมาอยู่ จึงนิมนต์ให้ท่านมาอยู่ที่ วัดโคกกระต่ายทอง ซึ่งวัดนี้เป็นวัดโบราณเก่าแก่มาก เป็นวัดร้างมานานแล้ว อยู่ที่ ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา.
    ______________________________
    : #เดินข้ามแม่น้ำป่าสัก :
    ครั้งหลวงพ่อหมอ มาอยู่ วัดโคกกระต่ายทอง ท่านได้นั่งรถไฟมาลงที่ท่าเรือ แล้วเดินเท้ามายังวัดชุมแสง เพื่อที่จะข้ามท่าเรือ มายังวัดโคกกระต่ายทอง
    ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งแม่น้ำกัน
    ขณะที่หลวงพ่อหมอ มาถึงท่าวัดชุมแสงนั้น เป็นเวลาค่ำแล้วจึงไม่มีเรือข้ามฝากไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    ทันใดนั้นหลวงพ่อหมอ ได้เดินลงเหยียบบนผิวน้ำอัศจรรย์ยิ่งตัวท่านยืนอยู่เหนือผิวน้ำแล้วเดินข้ามแม่น้ำไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    โดยที่มีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ว่าเห็นพระเดินข้ามแม่น้ำ บ้างก็ว่าท่านเหยียบยืนบนฝาบาตรลอยข้ามแม่น้ำในครั้งนั้น
    จนเป็นที่กล่าวขานล่ำลือไปทั่วในเขต อ.ท่าเรือ ในสมัยนั้น
    (เรื่องราวจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน).
    ______________________________
    : #สหมิกธรรม :
    หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่
    ให้ความเคารพนับถือ ยอมรับในคุณธรรมของ
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาให้สูบ เรียกว่าท่านเป็นเพื่อนชี้กันเลยทีเดียว ท่านทั้งสองต่างรู้ภูมิกัน
    อันที่จริงหลวงพ่อคูณ ท่านเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อหมอ มาก หลวงพ่อหมอ ท่านจะอายุมากกว่า หลวงพ่อคูณ 8 ปี
    หลวงพ่อคูณ ท่านกล่าวว่า
    " หลวงพ่อหมอ เก่งกว่ากูเยอะ ".
    ____________________________
    : #เขาดีกว่ากูอีก :
    หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค นครสวรรค์
    บอกแก่ชาวบ้านช่องแค
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ ทำตัวเป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อหมอ ได้ธุดงค์ผ่านไปแถวช่องแค อ.ตาคลี ชาวบ้านที่พบเห็นต่างโจษขานกัน กับความแปลกประหลาดในวัตรปฏิบัติแปลกๆของท่านที่ไม่เหมือนพระทั่วไป จนชาวบ้านบางส่วนมองท่านว่าเป็นพระบ้า
    ด้วยความสงสัยจึงนำเรื่องราวไปถาม
    หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ว่ามีพระสติไม่ดีนุ่งจีวรเก่าๆ มาธุดงค์ปักกรด แถวช่องแค ชาวบ้านเอาภัตตาหารไปถวายบางวันไม่ฉันนั่งนิ่งทั้งวัน บางทีชาวบ้านมาพบเจอฉันภัตตาหารกลางคืน
    บางวันมีญาติโยมที่ศรัทธา มานั่งห้อมล้อมเยอะเพราะไปถามอะไรท่าน ในเรื่องที่ตนเองทุกร้อนใจ ท่านรู้ตอบถูกหมด รู้ทุกอย่างที่ชาวบ้านถาม บ้างก็มาให้ท่านทำน้ำมนต์ ให้ดูดวง บ้างก็มารักษาให้ท่านพ่นเป่า บ้างก็มาขอหวย มีทั้งคนที่นับถือ มีทั้งคนที่มาก่อกวนท่าน เพราะหาว่าท่านเป็นพระบ้า
    ชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้ไปถามหลวงพ่อพรหม
    ว่าเป็นพระบ้า หรือ อย่างไรกันแน่
    หลวงพ่อพรหม นั่งนิ่งสักพักแล้วท่านบอกกับโยม
    ที่สงสัยในตัวหลวงพ่อหมอว่า
    " เขาดีกว่ากูอีก "
    จึงไม่มีใครกล้าไปตอแยก่อกวนหลวงพ่อหมออีกเลย.
    ______________________________
    : ฝ่ามือมหาลาภ :
    เรื่องมหาลาภ ของหลวงพ่อหมอนั้นว่ากันว่าขลังเป็นยิ่งนัก
    ฝ่ามือมหาลาภของท่าน นับว่าเป็นของวิเศษนัก
    หลวงพ่อหมอ ท่านจะเน้นไปทางด้าน
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เงินไม่ขาดมือ
    ในวัตถุมงคลของท่านมักจะมีรูปฝ่ามือมหาลาภของท่าน วางประทับอยู่ด้านหลังวัตถุมงคลนั้นๆ
    ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ หรือพระสมเด็จ
    จะมีรูปฝ่ามือมหาลาภ ของท่านประทับอยู่ข้างหลังขององค์พระเกือบทุกรุ่น
    ฝ่ามือมหาลาภที่ประทับไว้ด้านหลังวัตถุมงคลของท่านนั้นยังแฝงไว้ด้วยซึ่งปริศนาธรรรม
    ว่าฝ่ามือของท่านนั้นค่อย ช่วยเหลือ ผลักดัน
    ส่งเสริม อุปถัมภ์ค้ำชู มิให้ตกต่ำ
    วัตถุมงคลของท่านนั้นจะดีไปในทาง
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เมตตา ค้าขาย เจริญก้าวหน้า ทำมาหากินคล่องตัว ทั้งยังคุ้มครองป้องกัน
    นักเสียงโชคและคนค้าขาย ควรหามาบูชายิ่งนัก
    วัตถุมงคลของท่านนั้นราคาไม่แพง เพราะคนไม่ค่อยรู้จักท่าน
    แต่ที่น่าแปลกคือหาไม่ค่อยได้ไม่ค่อยพบเจอ.
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหลวงพ่อหมอหลังฝ่ามือ
    รูปถ่ายหลวงพ่อหมอ ขนาด ประมาณ ๑ นิ้ว
    ๒ องค์
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250327_183157.jpg IMG_20250327_183118.jpg IMG_20250326_211618.jpg IMG_20250326_211650.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    196973-291b3.jpg 196973-16041.jpg
    เหรียญ ร.๕ ลงยา "รวย" เนื้อกะไหล่ทองลงยาสองสี นิตยสารศักดิ์สิทธิ์ ปี ๒๕๓๖
    นิตยสารศักดิ์สิทธิ์สร้างอภินันทนาการแก่สมาชิกของนิตยสาร ปฐมอภิมหามังคลาภิเษก ณ อุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2536 เนื้อกะไหล่ทอง ลงยา 2 สีครับ ขนาดความกว้างของเหรียญ 3 ซ.ม. ความสูงถึงหูเหรียญ 4 ซ.ม.
    เหรียญรุ่นรี้นอกจากพิธีมหาพุทธาภิเษกใหญ่แล้วยังได้รับเมตตา "มนต์" (อธิษฐานจิต) จากหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปางอีกด้วย ดังนั้นพุทธคุณจึงครบทุกด้าน หายห่วง เลยครับ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท
    ครับ(ปิดรายการ)


    IMG_20250327_233015.jpg IMG_20250327_233137.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มีนาคม 2025 at 16:11
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    11.png

    ท่านมักจะพูดติดตลกว่า "พระกูต่อให้ไปทิ่ม...หมา ก็ยังไม่เสื่อม"
    ......................
    พูดถึงเรื่องเหลือเชื่อก็จะเป็นเรื่องการไปไหนเร็วๆ(ผมจะเรียกว่าการยนระยะทาง) จะเป็นที่กล่าวขานกันมากๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงหัวค่ำได้ติดตามหลวงตาไปเยี่ยมญาติโยมที่บ้าน ก็มีนาคที่วัดวิ่งมาหาหลวงตาบอกว่า มีพระหลวงตาที่วันกำลังขนของออกจากวัดเป็นกล่องใบใหญ่ หลวงตาก็ให้ผมกลับวัดมากลับนาค ผมก็ใช้เส้นทางลัดที่สุด แต่เมื่อมาถึงหน้าวัดก็พบหลวงตายืนคุยกับพระหลวงตารูปนั้นอยู่ สรุปหลวงตามาเร็วกว่าผม ทั้งที่ตอนที่ผมลงจากบ้านหลวงตาก็ยังนั่งคุยอยู่ ผมมากับนาคก็กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ยังช้ากว่าหลวงตาเลย และอีกครั้งน้ำท่วมวัดกับโรงเรียน หลวงตาจะห้ามไม่ไห้เล่นน้ำเพราะจะไปเหยียบต้นไม้ตาย พวกเด็กวัดเด็กบ้านก็มาเล่นน้ำกันหน้าโรงเรียน น้ำก็สูงประมาณเอว ก็เห็นว่าหลวงตาเดินลุยน้ำมาหน้าศาลาวัด ห่างจาโรงเรียนประมาณ 300 เมตร ก็วิ่งหนีกัน แตหลวงตาก็ไวกว่าอยู่ดี พวกผมมาจะเอ๋กับหลวงตาอีกมุมหนึ่งของโรงเรียน สรุปโดนตีกันไปผมก็โดนหนักสุด พูดถึงการโดนตี(ที่วัดจะเรียกว่าเฆี้ยน) เวลาทำผิดหลวงตาก็จะเรียกเด็กวัดทั้งหมดมาสั่งสอน แล้วก็สำเร็จโทษไปที่ละคน ผมก็จะเป็นคนสุดท้ายและก็จะดดนมากว่าคนอื่น ถือว่าเป็นผู้ใกล้ชิด การตีก็จะให้นอนคว่ำ ตีที่หนึงแล้วก็สอนแล้วก็ตีแล้วก็สอนโดนตีเสร็จก็จะให้ไปอาบน้ำ แล้วก็เอารอยปื้นมาอวดกัน หลวงตาจะตีช่วงท่อนขาบนเพราะว่าไปโรงเรียนจะได้ไม่อาย ปื้นก็จะอยู่ประมาณ3วัน โดนมาหมด หวาย ไม้เรียว แท่งพลาสติก แต่ไม่เคยโดนหางกะเบน ลองไม้เรียวก็เคยโดน ตีประชดพระก็เคยโดน สองอย่างหลังนี้ จะได้เงินค่าขนม ไม่เคยร้องไห้เลย เพราะรู้ว่าเราผิด มีทุกวันนี้เพราะไม้เรียวก็ว่าได้ เคยคุยกับพี่ที่เป็นตำรวจและเคยเป็นเด็กวัน บอกว่าพวกที่เป็นเด็กวัดรับงานราชการไม่รุ่ง พี่เขาก็เป็นได้แค่จ่าแก่ๆ เพระไม่ยอมที่จะทำผิด พี่แก่บอกว่าเคยทำในสิ่งที่ไม่ดี ไม่สบายใจนึกถึงแต่หลวงตาเลยต้องย้ายตัวเองไปอยู่กรุยบุรี ให้ห่างห่างๆนาย จะได้สบายใจ เรื่องตะกุดหลวงตา ไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีกี่ดอก ถามคนแก่ที่ใกล้ชิดหลวงตาที่ยังมีชีวิตอยู่และได้รับตะกุดมาจากหลวงตาก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีกี่ดอก คนแก่ที่เล่าให้ฟังคือตายงค์ แก่เล่าให้ฟังว่า หลวงตาจะทำได้พรรษาละดอก มีเรื่องเล่ากันว่า สมัยก่อนเสือเยอะและจะออกปล้น จะบอกลวงหน้ามีเจ้าของโรงสีจะโดนปล้นก็มาหาหลวงตา หลวงตาถามว่ากลัวไหม เจ้าของโรงสีบอกว่ากลัว หลวงตาก็ให้ตะกุดไป แล้วบอกว่า ถ้าโจรขึ้นบ้าน ห้ามออกจากมุ้ง ให้นั่งชันเข่าให้ลูกเมียอยู่ข้างหลัง เมื่อเกิดเหตุการณ์ ก็ทำที่หลวงตาบอก เสือก็ยิงเข้าไปที่มุ้ง พรุนเลย แต่ไม่โดนใคร และมีอยู่ลูกหนึ่งเข้าไปที่หวางขา ตรงจุดนั้นแต่ไม่โดน ตำรวจไปตรวที่เกิดเหตุ แล้วเห็น ก็พูดขึ้นว่า เคยได้ยินแต่"ยิงเผาขน แต่นี้มันยิงเผาหม..ยเลยนี่ว่า" ของขลังของหลวงตาจะเป็นลักษณะแคล้วคลาด สมชื่อหลวงตา "จวน"
    หลวงตาจวน แห่งวัดไก่เตี้ย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอริยสงฆ์ผู้เป็นอรหันต์ของชาวอำเภอศรีประจันต์ เป็นพระสงฆ์ที่ชาวอำเภอศรีประจันต์เคารพนับถือท่านมาก เป็นพระคุณเจ้าที่สบายๆเป็นกันเอง นิสัยท่านพูดจริงทำจริง เป็นพระที่พูดตรงๆ ถ้าด่าก็จะด่าแบบตรงๆไม่อ้อมค้อม ถ้าคนๆนั้นทำผิดจริงๆ ท่านมักจะพูดเสมอว่า "พระของกูไม่มีคุณวิเศษอะไรหรอก ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำไม่ดีก็ไม่ดีไปเอง" แต่ชาวศรีประจันต์จะรู้ดีว่าพระของหลวงตามีคุณอันวิเศษรอบด้าน เมตตา แคล้วคลาด คงกระพันเป็นยอด รถคว่ำรถชน รถพังเสียหายยับเยิน แต่ตัวคนขับไม่เป็นอะไรเลย ในคอมีพระของหลวงตาเพียงองค์เดียว เด็กๆถูกหมากัดก็ไม่เข้า ในคอมีพระของหลวงตา ท่านมักจะพูดติดตลกว่า "พระกูต่อให้ไปทิ่ม...หมา ก็ยังไม่เสื่อม" นี้สิครับของจริง เมื่อปลุกเสกบรรจุพุทธาคมแล้วไม่มีวันเสื่อม หลวงตาจวนเป็นพระเกจิยุคหลังๆที่ได้รับนิมนต์ปลุกเสกพระเกือบทั่วทั้งสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในเกจิอาจารย์ที่ร่วมปลุกเสกพระขุนแผนบ้านกร่างปลัดทวี อันเลื่องชื่อ เกจิที่ปลุกเสกในคราวนั้นมี หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ ,เจ้าคุณไสว วัดบ้านกร่าง ,หลวงตาจวน วัดไก่เตี้ย ,หลวงพ่อโต๊ะ วัดลาดตาล ,หลวงพ่อดี วัดพระรูป ,หลวงพ่อเจริญ วัดหนองนา ,หลวงพ่อฮวด วัดดอนโพธิ์ทอง ,หลวงพ่อสม วัดดอนบุบผาราม ,หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ,พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา ฯลฯ หลวงตาจวน นับเป็นพระเกจิยุคหลังที่ชาวบ้านนับถือทั่วเมืองสุพรรณ พระของท่านชาวศรีประจันต์ต่อให้ชอบเล่นพระที่ไม่เล่นพระก็แขวนกัน ถ้ามาศรีประจันต์ลองถามชาวศรีประจันต์ดูจะรู้ หลวงตาจวน มรณภาพเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ ก่อนมรภาพท่านเขียนพินัยกรรมไว้๑๐ข้อ สั่งเสียลูกศิษย์ไว้ หนึ่งในนั้นคือไม่ให้ขอไฟพระราชทาน ไม่ให้ทำเมรุลอย ให้เผาท่านที่เมรุที่ใช้เผาชาวบ้านของวัดเหมือนคนอื่นทั่วไป และข้อสำคัญท่านสั่งห้ามเด็ดขาด หลังท่านมรณภาพ "ห้าม"ทำพระที่เป็นรูปของท่านเด็ดขาด ชาวศรีประจันต์ยังนึกถึงและเคารพรักท่าน จนถึงทุกวันนี้.....
    หลวงตาจวนท่านเคยบอกกับลูกศิษย์อยู่เสมอว่า "พระของกูต่อให้ไปทิ่ม...หมา ยังไงก็ไม่มีวันเสื่อม"
    หลวงตาจวน" เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังรูปหนึ่งแห่งวัดไก่เตี้ย ต.วังยาง อ.ศรีประ จันต์ จ.สุพรรณบุรี
    ท่านเกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พศ.2496 ที่บ้าน ต.วังยาง.ท่านอุปสมบท ปีพศ.2477 วัดเสาธงทอง ศึกษาพระธรรมวินัยกับ พระธรรมปัญญาบดี วัดสามพระยา กทม.สอบได้นักธรรมตรีพศ.2461 และได้นักธรรมโทพศ.2486 ต่อมาสอบได้นักธรรมเอก ได้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาส วัดไก่เตี้ย....
    ท่านได้เป็นศิษย์เอก หลวงพ่อหรุ่น วัดเสาธงทอง เป็นศิษย์ หลวงพ่อพริ้ง วัดวรจันทร์และ พระธรรมปัญญาบดี(หลวงพ่อฟื้น)วัดสามพระยา กทม. ท่านเป็นเจ้าตำหรับผู้ริเริ่มสร้างพระเครื่องประเภท พระเณรสุพรรณ หรือชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อเณร....
    ที่มาการสร้างพระหลวงพ่อเณรเนื่องจากเมื่อปีพศ.2495 มีคนลักลอบขุดใต้ฐานเจดีย์วัดไก่เตี้ย ท่านเห็นว่าจะรักษาไว้ไม่อยู่ จึงได้ขออนุญาตขุดกรุ ได้พระซุ้มปรางค์เนื้อชิน 80 กว่าองค์ พระโมคคัลลาน์-สาริบุตร พระปรกโพธิ์เนื้อชิน ส่วนมากผุกร่อนหมด ในกรุนั้นพบพระเนื้อชินองค์หนึ่งเป็นพิมพ์เศียรโล้น จึงมีความเห็นว่าควรสร้างพระเศียรโล้นขึ้นมาแทน ได้นำพระเนื้อชินที่ผุกร่อนมาหล่อหลอมใหม่ โดยให้ชื่อพระว่า"หลวงพ่อเณร"(เศียรโล้น)สร้างได้ประมาณ 90 องค์ ด้านหลังเต็มมียันต์อุณาโลมและบางองค์ไม่มี......
    เวลาต่อมาสร้างรุ่น 2 ด้านหลังบุ๋ม 100 องค์ และสร้างรุ่น 3 อีก 200 องค์(ปนดีบุกมาก)แจกหมดในเวลาอันสั้น และมาสร้างรุ่น 4 รูปองค์ท่านจะผอมกว่า คราวนี้สร้างมากอีกหน่อย ประมาณ 1800 องค์แต่ก็แจกหมดภายในครึ่งวัน......
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระหลวงพ่อเณรเนื้อดินเผาปิดทองเคลือบ
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250328_110327.jpg IMG_20250328_110356.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1743136070896.jpg

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ๏
    วันนี้วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ เป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร รำลึก ๔ ปี อาจาริยบูชาคุณ “พระมหาเถระผู้มีธรรมสว่างไสวเจิดจำรัส” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร องค์ท่านเป็นศิษย์ หลวงปู่ดี ฉันโน และเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่เนย สมจิตฺโต องค์ท่านพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทุกครั้งที่ผมไปกราบท่าน จะต้องรอให้ท่านเดินจงกรมให้เสร็จก่อน ท่านว่าถึงแก่แล้ว แต่ก็ต้องทำข้อวัตรปฏิบัติธรรมตามแบบปฏิปทาพ่อแม่ครูอาจารย์ อย่างน้อยเดินจงกรมให้ได้วันละชั่วโมง ไม่ให้ขาดแม้นาทีเดียว จึงขอน้อมนำประวัติ และปฏิปทาขององค์ท่านบางส่วนมาเผยแพร่ให้ได้รับทราบ และเป็นแบบอย่างที่ดีที่ควรน้อมนำมาปฏิบัติกันครับ
    ประวัติและศุภนิมิตหลวงปู่สิงห์ทอง_ปภากโร
    • ชาติภูมิ
    พระครูสุนทรศีลขันธ์ (หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร) นามเดิม ชื่อ สิงห์ทอง ได้กําเนิดในตระกูล ประมูลอรรถ เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ ที่บ้านกลางใหญ่ ตําบลกลางใหญ่ อําเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ นายบ่อง โยมมารดาชื่อ นางอูบ ประมูลอรรถ มีพี่น้องร่วมมารดา ๓ คน คือ
    ๑. หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร
    ๒. นางรั้ว ประมูลอรรถ
    ๓. นางทองดํา ประมูลอรรถ (แม่ชีทองดํา)
    ก่อนที่จะมาปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้น ในคือหนึ่งมารดานิมิตว่ามี ชายแก่คนหนึ่งเอางาช้างยาวใหญ่ขาวบริสุทธิ์มามอบให้ แล้วชายแก่คนนั้น สั่งกําชับว่า งาช้างนี้เป็นมงคล ขอให้รักษาไว้ให้ดีเพื่อเป็นมรดกของเจ้า ห้ามไม่ให้ผู้ใด ใครคนหนึ่งเอาไปเป็นกรรมสิทธิ์อย่างเด็ดขาด ไม่นานนัก มารดาก็ได้ตั้งครรภ์ และได้พยายามถนอมรักษาครรภ์เป็นอย่างดีจนครบ ทศมาส ๑๐ เดือน แล้วคลอดออกมา เวลาคลอดก็เอาก้นออกมาก่อน เป็นที่ลําบากของมารดา และเมื่อได้คลอดออกมาแล้วมารดาก็เจ็บปวด อย่างหนักแทบขาดใจถึงสลบ ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เอาผ้าถุงมาพัดโบกให้จนฟื้นเป็นปกติ หมอตําแยได้ตัดสายแห่ ล้างเช็ดตัวให้สะอาด เอาไปวางนอนในกระด้ง บิดา มารดา ได้เลี้ยงดูด้วย ความรักตลอดมา มีป้าตาลเป็นผู้อุปการะดูแล เปรียบเสมือนแม่อีกคนหนึ่ง เมื่ออายุได้ ๒ ขวบ ป้าตาลก็ตายจากไป บิดามารดาก็ได้เลี้ยงดูจนเติบโต เป็นผู้ใหญ่
    พ.ศ.๒๔๗๑ บิดามารดา ได้อพยพครอบครัวมาอยู่บ้านกุดแห่ ตําบลกุดเชียงหมี อําเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่อุดมสมบูรณ์ดีซึ่งบ้านเดิมนั้นที่นาเป็นที่ลุ่ม ทํานาไม่ได้ผล น้ำท่วมอยู่ตลอดในหน้าฝน และอีกเหตุผลหนึ่งที่ย้ายมาอยู่บ้านกุดแห่ เพราะป้าตุ่นที่เป็นพี่สาวโยมแม่ ได้มามีครอบครัวอยู่บ้านกุดแห่ก่อนแล้ว โดยมาแต่งงานกับ คุณลุงตา เถาที่ จึงทําให้ลุง และป้าชักชวนมาอยู่ด้วยและมีญาติพี่น้องจากบ้านกลางใหญ่อพยพมาตั้งรกรากหลายครอบครัว เช่นพ่อสี ทองมี พ่อลี บัวศรี การเดินทางมาบ้านกุดแห่สมัยนั้นเดินทางโดยพาหนะล้อเกวียน มาถึงบ้านกุดแห่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อมาอยู่ที่นี่ ลุงและป้าทั้งสอง ให้ความเอ็นดูรักใคร่อาตมาเหมือนลูก อาตมาได้รับความเมตตา จากป้าตุ่น ลุงตา ป้าโส ลุงสอน โดยให้การอบรม เลี้ยงดูอย่างดี เหมือนพ่อแม่ผู้ให้กําเนิดคนหนึ่ง อาตมาเคารพนับถือเหมือนบิดามารดา ของข้าพเจ้าและร่วมกันทํานาเลี้ยงครอบครัวด้วยความสมบูรณ์ตลอดมา
    ครั้นพออาตมาอายุได้ ๑๕ - ๒๐ ปี ก็แบ่งนาให้ทํา ครอบครัวอาตมาก็ทําอยู่ทํากินด้วยดีตลอดมา
    ปี พ.ศ.๒๔๘๗ ขณะนั้นอาตมาอายุได้ ๑๙ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดสําราญนิเวศ ตําบลทุ่ง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี โดย พระมหาดุสิต เทวีโร เป็นพระอุปัชฌาย์ และมาจําพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ซึ่งมีท่านพระอาจารย์ดี ฉันใน เป็นเจ้าอาวาส บวชได้ ๑ พรรษา ก็ลาสิกขา มาประกอบอาชีพเลี้ยงบิดามารดาและน้องๆ เพราะบิดาป่วยเป็นโรคหืด ก่อนลาสิกขาพระอาจารย์ดี ได้สั่งไว้ว่า เมื่ออายุครบบวช เป็นพระแล้ว ให้มาบวชอีก อาตมารับปาก กับอาจารย์ว่า “โดยข้าน้อย” ต่อมาโยมบิดาเสียชีวิต โยมมารดามีความประสงค์ให้มีครอบครัว จึงไปสู่ขอให้แต่งงานกับนางพิมพ์ วัลลา อยู่กินร่วมกันไม่นานก็เลิกลากันไป จึงต้องหน้าตั้งตาทํานาเลี้ยงมารดาและน้องทั้งสอง อยู่ต่อมาไม่นานญาติผู้ใหญ่ อยากให้มีครอบครัวอีกเป็นครั้งที่สอง แต่มีกรรมดีบันดาลไม่ให้เป็นเช่นนั้น
    ปี พ.ศ.๒๔๙๐ มีอยู่คืนหนึ่งนิมิตว่า มีคนแก่คนหนึ่งผมขาวทั่วศรีษะ ถือฆ้อนตระบองเพชรมีหนาม ไล่ฆ่าตั้งแต่บ้าน จนถึงนายแปลง ห้วยหินลับ วิ่งไล่ขึ้นไปบนเถียงนา อาตมาก็กระโดดลงจากเถียงนา ไปซ่อนตัวอยู่ในกองฟาง แล้วไปพบนายเผย ครูศรี เพื่อนสนิท เขาถามนายเผยว่า “แกเห็น เชียงสิงห์ทองวิ่งมาทางนี้ไหม” นายเผย ตอบว่า “ไม่เห็น” เขาก็เดินไปทางอื่น ข้าพเจ้าจึงหลบวิ่งหนีกลับถึงบ้าน ด้วยความกลัว ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมารู้สึกกลัว แล้วเหนื่อยหายใจไม่สะดวก เพราะวิ่งกลับไประหว่างบ้านห้วยหินลับ กับ นายแปลง เมื่อรู้สึกตัวตั้งสติได้ แล้วก็ได้ไหว้พระเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เมตตาพรหมวิหาร ๔ เสร็จแล้ว ตั้งใจนั่งสมาธิ ตั้งแต่เวลาประมาณตี ๒ จนสว่าง จิตใจจึงมีอํานาจเข้มแข็ง หายใจสะดวกเป็นปกติ ตื่นเช้าได้ไป รดน้ำมนต์กับท่านพระอาจารย์ดี จึงรู้สึกสบายใจขึ้น จากนั้นก็ได้พิจารณาใคร่ครวญถึงความตาย ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่รอดความตายไปได้ มีความตาย เป็นเบื้องหน้า ความตายจะมาถึงเราเมื่อใด ไม่ทราบและได้เห็นเพื่อนๆ หลายคนได้ตายจากไป มากแล้ว จึงตัดสินใจที่จะละเพศฆราวาส เพราะเป็นสิ่งขัดข้องวุ่นวายอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร คนเราเกิดมามีอยู่ ๒ อย่างที่ทําอยู่คือ ทําดี และ ทําชั่ว คนทําดีก็ได้รับผลดี คนทําชั่วก็ได้รับกรรมชั่ว คือเป็นทุกข์ไปตามการกระทํานั้นๆ เราก็เป็นทุกข์ คือ ทุกข์ด้วย ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข โทมนัส สุปายา สาปิทุกขา อัปปิเยหิ สัมปโยโคทุกโข ปิเยหิวิปปะโยโคทุกโข ยัมปิจฉงนะละ ภูติสัมปิทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธาทุกขา ฯ เหล่านี้ล้วนเป็นกองทุกข์ทั้งมวล
    อาตมา จึงได้เข้าวัดปฏิบัติธรรม รักษาศีล ในระหว่างเข้าพรรษาเป็นครั้งคราว ส่วนเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เขายังติดอยู่กับความเพลิดเพลินในกามคุณ แม้อาตมาจะชักนําเข้าวัดก็ไม่มาด้วยอาตมาเดินไม่ได้มาหลายปี น้องสาวสองคน ก็ยังไม่มีครอบครัว พอที่จะดูแลโยมแม่ให้มีความสุขได้ จึงได้รอเวลาให้น้องสาวคนโต ได้มีครอบครัวก่อน
    • #นิมิตปี พ.ศ.๒๔๙๓
    อาตมา ได้นิมิตว่าตนเอง ถึงแก่ความตาย เขาได้บรรจุศพเข้าในหีบศพแล้ว หามหีบศพ เข้าไปเผาที่วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ เวลาจะเผาศพ ก็ไม่มีพระมามาติกาบังสุกุลเลย มีผู้ชายหามศพไป ๔-๕ คน พอถึงป่าช้า ก็หามเวียนเชิงตะกอน ๓ รอบแล้วก็ยกหีบศพวางบนกองฟอน (กองฟืน) ที่ใกล้ต้นตุมกา วิญญาณของอาตมาขึ้นไปอยู่บนกิ่งตูมกาใหญ่ แล้วมองดูเขาเผาศพอาตมาบนกองฟอนพอไฟลุกโพลงขึ้น อาตมาได้ตะโกนร้องลงไปว่า “สุเอากูมาเผากูก็ไม่ร้อนดอก” พอพูดเสร็จก็ไม่มีใครพูดตอบ คนที่หามอาตมามาเผาก็กลับบ้านไปทุกคนไม่มีใครอยู่กับเราอีกแล้ว ปล่อยให้เราอยู่คนเดียว ไฟได้เผาซากศพของเราจนหมดแล้ว จึงได้ลงมาจากต้นไม้ มาถึงในขณะนั้นไฟก็ยังลุกอยู่ พออาตมาเข้าไปที่กองฟอน ไฟที่เผาศพนั้นก็ดับสนิทไม่มีเชื้อเพลิงเลย จากนั้นก็ยืนดูอยู่ประมาณ ๓ นาที พิจารณาว่าไฟที่ลุกนั้น พอเราเดินมาใกล้ทําไมจึงดับสนิทไม่มีแม้แต่เชื้อ หลงเหลืออยู่เลย อาตมาได้ยืนพิจารณาด้วยความพิเคราะห์ คงจะเป็นด้วยบุญบารมีของเรากระมัง จากนั้นก็นั่งลงใกล้ๆ กับกองฟอน ในกองฟอนเหลือแต่เถ้ากับกระดูก จึงหยิบเอากระดูกที่เหลือจากไฟไหม้มากองไว้ทุกชิ้น จากนั้นก็นั่งคิดใคร่ครวญว่า เราจะทําอย่างไรหนอ ทันใดนั้นเองจิตก็ผุดคิดขึ้นได้ว่าเราจะเอากระดูกเรามาปั้นรูปพระ เราจะทําอย่างไร เมื่อกระดูกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ พอคิดอย่างนั้นแล้วจึงคิดหาครกและสากมา บดตําให้ละเอียด ครกและสากก็ผุดขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้ไปหา จากนั้นก็นํากระดูกลงตําจนละเอียด เอาน้ำสะอาดมาผสม แล้วเอามาปั้นเป็นรูปพระ เมื่อปั้นเสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหน คงจะทิ้งไว้ที่กองฟอน เป็นแน่แท้ จากนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน ใจก็คิดว่าเราตายแน่นอน แล้วพอรู้สึกตัวมีสติ แล้วได้แปลนิมิตว่าคงเป็นมงคลแก่เราแน่นอน เราคงตายจากเพศคฤหัสถ์แล้ว คงได้อุปสมบทในเร็ววันนี้เป็นแน่แท้ จิตใจก็คิดอยากจะบวชเรื่อยมา
    ปี พ.ศ.๒๔๙๔ น้องสาวคนแรกมีครอบครัว ก็รู้สึกดีใจ บัดนี้คงเป็นโอกาสที่จะได้อุปสมบทเป็นแน่แท้ ไม่ต้องสงสัย อยู่มาอาจารย์ชวน ภาพูวงศ์ ได้ถึงแก่กรรม ในปีนั้นอาตมาได้ไปร่วมงานเผาศพ อาจารย์ชวนด้วย เพราะเคยเป็นลูกศิษย์ที่โรงเรียนบ้านกุดแห่ ในเดือนมีนาคม ปีเดียวกัน พ่อใหญ่ สารวัตรนู ภาพูวงศ์ ปรารถนาจะทําบุญเพื่ออุทิศให้ อาจารย์ชวน ภาพูวงศ์ ต้องการนาคเพื่ออุปสมบทในงานบุญ ได้ข่าวว่าอาตมาอยากจะบวช จึงไปขอจากโยมแม่ และโยมแม่ก็ไม่ขัดข้อง จวบเหมาะกับที่น้องสาวก็มีครอบครัว พอที่จะช่วยเหลือแม่ได้แล้ว อาตมารู้สึกดีใจเป็นอย่างแน่นอน บัดนี้เราได้มีโอกาสแล้ว คงสมกับที่ได้ตั้งปณิธานไว้อย่างมาก จึงได้ตกลงใจเป็นนาค ให้กับพ่อใหญ่สารวัตรนู ภาพูวงศ์ ก่อนที่จะเข้าเป็นนาคที่วัด ก็ได้ลามารดาและน้องๆ และญาติมิตรสหายเรียบร้อย ทุกคนขอ อนุโมทนาด้วยและได้มอบสมบัติให้น้องสาว น้องเขยดูแลจนถึงทุกวันนี้
    จากนั้น เจ้าศรัทธาสร้างกองบวชกองบุญก็ได้นํานาคไปมอบให้กับท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขันติโก เป็นผู้รับ และเป็นผู้ฝึกอักขระจนช่ำชองแล้ว จึงได้อุปสมบทตั้งแต่วันนั้น คือ วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๙๔
    • การอุปสมบท
    ท่านได้อุปสมบท เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๙๔ วันเสาร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง เวลา ๑๔.๑๕ น. ณ อุโบสถวัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ตําบลกุดเชียงหมี อําเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี มี พระครู ภัทรคุณาธาร วัดพรหมวิหาร เจ้าคณะอําเภอเลิงนกทา (ธ.) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ดี ฉันโน เจ้าอาวาสวัดป่าสุนทราราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์บุ จันทศิร วัดสําราญนิเวศ ตําบลทุ่ง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อมีอายุ ๒๕ ปี นายนู ภาพูวงศ์ และ นางสาน ภาพูวงศ์ บุตรสะใภ้ เป็นเจ้าภาพสร้างกองบวช อุทิศให้แก่นายชวน ภาพูวงศ์ ผู้เป็นบุตรชายที่ถึงแก่กรรม อยู่จําพรรษา และปฏิบัติพระอาจารย์ดี ฉันโน ที่วัดป่าสุนทราราม
    • นิมิตครั้งที่๒ ปี พ.ศ.๒๔๙๔
    เมื่ออาตมาดํารงเพศเป็นบรรพชิต ได้อาศัยอยู่ที่ศาลาการเปรียญ หลังใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีความแน่นหนาถาวรอยู่ ที่ศาลามีที่พักสงฆ์อยู่ ๒ ห้อง ห้องทางทิศเหนือ คณะสงฆ์มอบให้อาตมาอยู่ประจําห้องทางทิศใต้ ท่านอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน เจ้าอาวาสอยู่ประจํา อาตมาได้อยู่อุปฐากท่าน อย่างใกล้ชิด ทั้งเช้า-เย็น และ ตอนกลางคืน ในคืนหนึ่ง ได้นิมิตเห็น คนแก่ผมขาว มือถือฆ้อนตระบองเพชร เดินรอบศาลา เพื่อค้นหาอาตมา อาตมาได้นั่งอยู่กับพระอาจารย์ดี ฉันโน คนแก่ที่ถือฆ้อนได้วางฆ้อน กระบองไว้ข้างนอกห้อง เดินเข้ามากราบพระอาจารย์ดี แล้วถามท่านว่า ท่านอาจารย์เห็นเชียงสิงห์ทองมาที่นี่ไหม ท่านอาจารย์ดี ตอบว่า
    เชียงสิงห์ทอง บวชแล้ว นั่งอยู่กับอาตมานี่แหละ คนแก่คนนั้นเห็นอาตมา แกดีใจมาก แล้วประนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวสาธุการว่า “สาธุๆ" จากนั้นก็หายตัวไป โดยไม่ร่ําลา พระอาจารย์ดีเลย
    อาตมา สะดุ้งตื่นขึ้นมา จากนั้นก็ได้พิจารณาไตร่ตรองในนิมิต คนผมขาวที่ถือฆ้อนตระบองเพชรไล่ล่า เราที่ในนิมิต ขณะเป็นฆราวาสซึ่ง เป็นเวลาห่างกันประมาณ ๔-๕ ปี แกตามหาเราจนพบตัวเมื่อเห็นเราบวช เป็นพระแล้ว ก็อนุโมทนา สาธุการด้วยอย่างเต็มศรัทธานึกแล้วก็พิจารณา เห็นว่าคนแก่คนนี้มีบุญคุณต่อเรามาก เขาหาอุบายให้เราได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ไม่หลงอยู่ในกามคุณทั้ง ๕ คือ รูป รส กลิ่น เสียงโผฏฐัพพะ และธรรมารมย์ ที่เราติดอยู่หลายภพหลายชาติ เวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ จากนี้ไปก็จะได้ตั้งใจบําเพ็ญคุณงามความดี ตามที่พระอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน ที่ได้อบรมบ่มนิสัยในข้อวัตรปฏิบัติเช่น ธุดงส์ ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ พร้อมทั้งการปฏิบัติพระธรรมวินัยตามแบบฉบับ พระอาจารย์ใหญ่ดี โดยเคร่งครัดในข้อวัตรตามแบบฉบับ พระธุดงส์สาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐานซึ่งเป็นพระอาจารย์พระอาจารย์ดี อีกทีหนึ่ง โดยมีความปราถนาเพื่อพ้นทุกข์ไปได้ หรือไม่นั้นก็แล้วแต่บุญกรรมจะพาไป
    • นิมิตที่ภูถ้ำพระ
    ปี พ.ศ.๒๕๐๒ ซึ่งในปี ๒๕๐๒ ท่านอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน ได้นําพระเณร และญาติโยมชาวบ้านไปสร้างแท่นพระ อาตมาก็ได้ไปจําพรรษาอยู่ที่นั่นด้วย ขณะนี้ภูถ้ำพระได้ถูกพัฒนาเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง ของจังหวัดยโสธร อัฐิ ส่วนหนึ่งของท่านพระอาจารย์ดี ฉันโน ก็บรรจุไว้ที่ธาตุภูพระแห่งนี้
    ในขณะที่พระอาจารย์ดีสร้างแท่นพระ ต่อมาท่านอาพาธ ญาติโยมลูกศิษย์ ที่อําเภอวารินชําราบ คือ พันเอกแปลง ได้มารับท่านโดยรถยนต์ นําไปรักษา โดยพักที่วัดแสนสําราญ อ.วารินชําราบ ก่อนที่จะเดินทางไปรักษาตัว ท่านพระอาจารย์ใหญ่ดี ได้เรียกญาติโยม และชาวบ้านกุดแห่ พร้อมพระสงฆ์มาประชุมโดยทั่วกัน และได้กล่าวในที่ประชุมว่า “วัดนี้ขอมอบให้ท่านสิงห์ทอง เป็นเจ้าอาวาส” ส่วนฉันเป็นเจ้าโอวาส อาตมา ได้เดินทางไปเยี่ยมท่านที่อําเภอวารินชำราบ เป็นครั้งคราวเพราะต้องดูแลการก่อสร้างพระไสยาสน์ ซึ่งนายอ่างเป็นช่างที่ภูถ้ำพระ ครั้นต่อมาไม่นาน สามเณรอุดม ซึ่งติดตามท่านอาจารย์ดี ไปวัดป่าแสนสําราญ ก็ได้มาแจ้งข่าวการมรณภาพ ของท่านพระอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน ซึ่งเป็นข่าวที่ยังความเศร้าโศกเสียใจมายังชาวบ้านกุดแห่ และบ้านใกล้เรือนเคียงที่ให้ความเคารพนับถือท่านอาจารย์ดี เป็นอย่างมาก ทางวัดป่าสุนทรารามก็ได้ ตีฆ้องกลอง ระฆัง ส่งเสียงดัง สะนั่นหวั่นไหว เป็นสัญญาณให้ญาติโยมได้รับรู้ จากนั้นชาวบ้านญาติโยมก็หลั่งไหลมาที่วัด ต่างก็มีใบหน้าที่เศร้าหมอง อาตมาได้ประกาศแจ้งข่าวให้ชาวบ้านญาติโยมได้ทราบ บัดนี้ท่านอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน ซึ่งเป็นเสมือน ร่มโพธิ์ ร่มไทรของพวกเราทั้งหลาย ได้จากพวกเราไปแล้ววันต่อมา ญาติโยมก็ได้ร่วมทําบุญถวายทาน อุทิศ ส่วนกุศลในงานศพท่านที่วัดป่าสุนทราราม จากนั้นอาตมาก็ได้กลับเข้าไปจําพรรษาที่ภูถ้ำพระ ได้มุงหลังคา ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง ภูถ้ำพระ เป็น สถานที่อันอุดมสมบรูณ์ มีป่าไม้หนาห่างไกลผู้คนมีความสงบเป็นธรรมชาติ เหมาะแก่การทําภาวนา อาตมาจึงหาที่ๆ สงบด้านเหนือมีก้อนหินใหญ่ ปกป้องแดด และลมอยู่ใกล้กับถ้ำเหมันต์ได้กางกลดไว้ใต้เงื่อมหิน มีเตียงสําหรับเป็นที่พักบําเพ็ญเพียรทําสมาธิภาวนาตามข้อวัตรปฏิบัติตาม แบบอย่างอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน อบรมสั่งสอนมาได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากจะหนักไปทางเดินจงกรม วันที่เกิดนิมิตนั้นได้เดินจงกรม ประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษ ก็เข้าพักผ่อนที่มุงกลด แล้วเข้าสู่วาระที่สองในการนั่งสมาธิ ชั่วขณะหนึ่ง จึงจําวัดเพื่อเปลี่ยนอริยาบท ไม่นานนักก็มีนิมิตว่าบุคคลหนึ่งยกมือขึ้น แล้วก็วางนิ้วมือลงบนหน้าผากหลายครั้ง พอจิตสํานึกได้พิจารณาดูคงเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ใหญ่ดี ซึ่งมีรูปภาพของท่านอยู่บนศีรษะหัวเตียง จากนั้นก็นั่งภาวนาต่อไป ประมาณได้ว่าช่วงระยะนั้นจิตสงบเป็นปกติดี เยือกเย็นทั่วสรรพทางกาย ประมาณเวลาได้ ๔ ชั่วโมงเศษๆ มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งนุ่งผ้าสีดํารูปร่างใหญ่ หน้าตาสวย มานั่งลงข้างหน้า กราบลงสามครั้ง
    อาตมาถามว่า โยมมาธุระอะไร
    เขาตอบว่า “มากราบ ครูบาอาจารย์อยากได้มาเป็นคู่ครอง”
    อาตมาได้ตอบไปว่า “อาตมาเป็น ผู้ทรงศีล" มีระเบียบวินัย ไม่เหมาะสมอยู่ร่วมเป็นฆราวาสกับโยมได้ ขอให้กลับไปที่เดิมอยู่นานผู้คนจะเห็น จะถูกนินทาด้วยประการต่างๆ โยมอยู่ที่ไหนชื่ออะไร มาอยู่ที่นี่เพื่อประสงค์อะไร
    เขาตอบว่า ข้าน้อยชื่อ นางสาวเกลี้ยง ซึ่งพํานักอยู่บริเวณภูถ้ำพระมานานหลายศตวรรษแล้ว
    จากนั้นอาตมา ก็เทศน์ให้ฟัง หญิงคนนั้นก็เดินไปตรงถ้ำเกลี้ยง แล้วก็หายตัวไป จากนั้นอาตมาก็ได้จําวัดพักผ่อน ได้เกิดศุภนิมิตอีกครั้งในเวลาจวนจะสว่าง คล้ายกับว่ามีญาติโยมจํานวนมากมาชุมนุมกันบริเวณก้อนหินใหญ่ใกล้เงื่อมหินที่กางกลดนั้นเขาจะจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญบ่าว-สาว มีพาขวัญตั้งอยู่ตรงกลางลานหินต่อหน้าอาตมา คนเฒ่าคนแก่ทั้งชายหญิง ล้อมวงกันพอพิธีเสร็จ ก็มีผู้เฒ่าคนหนึ่งคลานไปกราบนิมนต์อาตมา ให้ไปเข้าพิธีสู่ขวัญ แต่งงาน อาตมาได้ขอร้องให้ญาติโยมเลิกพิธีได้ อาตมาเป็นพระจะมาแต่งงานไม่ได้ ต้องลาสิกขาเสียก่อน จึงจะแต่งงานได้ หญิงสาวคนนั้น ก็เศร้าโศกเสียใจ แสดงกิริยาไม่พอใจ แล้วก็วิ่งลงไปซ่อนอยู่ข้างหลังคนแก่ ผู้เป็นพราหมณ์ในการสู่ขวัญ จากนั้นหญิงคนนั้นก็ลุกหายตัวไปพร้อมกันทั้งหมดทุกคน
    ภูถ้ำพระ ลักษณะเป็นเขาเตี้ยๆ ขนาดเล็ก ด้านตะวันออก เป็นพื้นราบ ด้านตะวันตกเป็นหน้าผาสูงชัน เหมาะแก่การชมทิวทัศน์ เบื้องล่างตั้งอยู่บนรอยต่อทางทิศตะวันออก จดบ้านคําไหล อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ทิศตะวันตกอยู่ติดกับป่า และที่นาห่างจากบ้านกุดแห่ ประมาณ ๗ กิโลเมตร สภาพพื้นที่เป็นเขาเตี้ย ธรรมชาติปรุงแต่งอย่างสวยงาม มีถ้ำหลายถ้ำที่สําคัญคือ ถ้ำพระที่มีพระพุทธรูปอยู่ภายในถ้ำมานมนาน มีสํานักสงฆ์ซึ่งอยู่ในการปกครองของวัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ถ้ำภายในภูถ้ำพระมี ถ้ำเกลี้ยง ถ้ำจันทร์ ถ้ำเค็ง ฯลฯ ความศักดิ์สิทธิ์ของภูถ้ำพระแห่งนี้ มีการเล่าขานกันมาว่าเมื่อก่อนถ้ำพระมีผู้คนไปกราบไหว้ไม่ได้ขาด แต่ต้องระมัดระวังคําพูด และที่สําคัญอย่าได้ไปขโมยสิ่งของในภูถ้ำพระเด็ดขาด ขืนทําก็มีอันเป็นไปให้เห็นทันที มีครั้งหนึ่ง นายท่อน ไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ได้จับกบที่ถ้ำพระไปทําอาหารพอมาถึงบ้านก็ป่วย และตายไปในคืนนั้น
    ต่อมาก็มีเจ็กใหญ่ที่มาค้าขายอยู่ที่บ้านกุดแห่ ได้ไปหยิบเอาพระทองคําในถ้ำพระ ๑ องค์ เพื่อเอามาบูชา พอมาถึงบ้าน นายสอง ลูกชายก็เจ็บป่วยกระทันหัน แล้วตายในวันนั้น ผู้เป็นพ่อต้องนําเอาพระพุทธรูปนั้น กลับไปไว้ที่เดิม มีหลายคนที่มาหยิบเอาพระพุทธรูปในภูถ้ำพระไปกลัวตาย ต้องนํามาส่งคืน ต่อมา นายกว้าง บัวศรี ได้ทําการล้อเลียน ทําเหมือนคนโฆษณาขายยา โดยเอาใบไม้ มาทําเป็นลําโพง พอกลับถึงบ้านรู้สึกคันๆ ที่ปากพอเอามือมาจับดูปากก็บิดไม่สามารถกลับคืนเหมือนเดิมได้ วันต่อมา ญาติๆ ได้นําดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมา ปากก็กลับ คืนเป็นปกติดีเหมือนเดิม ความศักดิ์สิทธิ์ของภูถ้ำพระ ตามที่เล่ามานี้เป็นความจริงทุกประการ ปัจจุบันภูถ้ำพระ เจริญตามกาลเวลาการเดินทางไปภูถ้ำพระก็สะดวกรวดเร็ว ถนนหนทางดีกว่าแต่ก่อนมาก และมีผู้คนเข้าไปทำมาหากินในที่นาของตนเองมากขึ้น
    (ภายหลังหลวงปู่สมหมาย จิตตปาโล ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดภูถ้ำพระอยู่หลายปี ก่อนจะย้ายไปวัดป่าอนาลโย ที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และช่วงนี้ หลวงปู่วิเลิศ เขมิโย ได้มาพำนักอยู่ที่ภูถ้ำพระแห่งนี้ได้ ๒ พรรษาแล้ว/แอดมินท่องถิ่นธรรม)
    • #ศุภนิมิตและการบําเพ็ญเพียรที่สํานักสงฆ์เลิศรังสี
    เมื่ออาตมาได้มาจําพรรษาที่นี่ ได้เข้มงวดในการอบรม พระเณรพร้อม ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ให้รู้จักบําเพ็ญ ทานรักษาศีล และ ภาวนา มีญาติโยมมาจําศีลฟังธรรม ในวันธรรมสวนะ พอสมควร
    ในพรรษาแรกที่ปฏิบัติธรรมที่สํานักสงฆ์แห่งนี้ ได้นิมิตเห็น ๒ พ่อลูก เดินตรงเข้ามาหา ขณะที่อาตมายืนอยู่ พ่อเด็กได้พูดว่า “เป็นอะไรหรือ” และฉายไฟดูจีวร อาตมามองเห็นเขา แต่เขาไม่เห็นอาตมา เขาไม่เคยเห็นพระมาก่อนเลย คืนต่อมาอาตมาจึงได้แผ่เมตตาให้พวกพระภูมิเจ้าที่ จากนั้นก็ไม่ปรากฏในนิมิตเห็น ๒ พ่อลูกอีกเลย
    การบําเพ็ญเพียรที่นี่ เกิดความสงบเย็นได้มาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีป่าธรรมชาติ ที่สงบร่มเย็น พื้นที่วัดประมาณ ๓,๕๐๐ ไร่ เป็นป่าธรรมชาติแห่งเดียวของอําเภอเลิงนกทา ที่ยังมีอยู่ให้เห็นต้นไม้ใหญ่มากมายหลายชนิด เป็นมรดกธรรมชาติตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นแหล่งปฏิบัติธรรม ที่ทําให้เกิดความสงบได้ดีอาตมาได้ปฏิบัติธรรมตามระเบียบ ที่ครูบาอาจารย์ใหญ่ดี ฉันโน อบรมสั่งสอนมา มีเดินจงกรม นั่งสมาธิ จิตสงบเย็น เห็นทางที่ถูกต้องตามอริยมรรค ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น มีสัมมาสมาธิ เป็นปริโยสาม สําหรับการประกอบ กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ทั้ง ๓ ประการ ทําได้ดีมาก เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็แสวงหาป่า หาความสงบอย่างนี้ จึงได้น้อมนําคําสอนของพระองค์ท่านมายึดปฏิบัติโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน และจะขอบวชในพระพุทธศาสนาตลอดชีวิต จึงมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อยู่อย่างไม่ลดละ อยู่อย่างมีสติ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย รักษาระเบียบธุดงควัตร
    ในคืนหนึ่งขณะนั่งสมาธิเมื่อจิตสงบถึงที่โดยละเอียดได้ปรากฏในนิมิต ผุดขึ้นเป็นรูปร่างสัตว์ก็ไม่ใช่ มนุษย์ก็ไม่เชิง ได้พิจารณาดู คงจะเป็นพระยามารมาทดสอบจิต ในครั้งนั้นยังมีความกลัว อยู่มากจนร่างสลายเป็นจุลเหมือนตายไปแล้ว ต่อมาไม่นานตั้งสติได้ และเอานิมิตนี้ ไปปรึกษาครูอาจารย์ ท่านให้ความเห็นว่าดีแล้ว หาได้ยาก เพราะถ้าเกิดตกใจลุกวิ่งหนี จะเกิดอันตรายถึงตาย
    • นิมิตเป็นมงคล
    คืนหนึ่ง ในขณะจําวัดกลางคืน ขณะนอนตะแคงขวา เอามือขวาทับขมับขวา มือซ้ายทับตะโพกซ้าย ขาซ้ายทับขาขวา หลับตาตั้งจิตบริกรรม เอาพุทธานุสติเป็นอารมณ์ จนจิตสงบ ปรากฏมีชายคนหนึ่ง นุ่งผ้าสะโล่งเสื้อลาย เดินเข้ามาหาที่เตียงด้านปลายเท้า เสียงพูดกังวาน แกบอกว่า ถ้าอยากหมดกิเลสไม่ยากคือ ละกิเลสใหม่และกิเลสเก่าเสีย เป็นการสิ้นไป เมื่อพิจารณาใคร่ครวญ ผู้ที่มาเตือนเราให้สํานึกในการละกิเลส คงเป็นผู้วิเศษเพราะมีเสียงที่ไพเราะกังวาน คงเป็นท้าวสักเทวราช คือ พระอินทร์เป็นแน่แท้ บางทีก็นิมิตแปลงกายเป็น ตาปะขาว
    ครั้งหนึ่ง ตามลําแขนขวาของอาตมา เป็นโรคประดง แขนตึงถึงยกไม่ไหว มีอาการปวด ต่อมาอีกคืนก็นิมิตมีตาปะขาวมานั่งอยู่ใกล้ๆ แขนที่เจ็บ แล้วถามอาการเจ็บปวดที่แขน แกได้ใช้มือจับแขนที่เจ็บยกขึ้น แล้วเอาเกลียวทองเหลืองคล้ายสว่านเจาะไม้ แทงลงไปที่แขนที่เจ็บจนทะลุออกมา เลือดที่เสียก็หยดออกมาไม่หยุด มีสีดําคล้ายเลือดปลิง อาตมาตื่นขึ้นมาคิดว่าเป็นความจริงเหมือนนิมิต เพราะแขนที่เจ็บปวดตึงนั้น หายเป็นปกติไม่เจ็บปวดเวทนาอีก คงเป็นยาวิเศษของพระอินทร์ อย่างแน่แท้
    • #ประวัติความเป็นมาของวัดป่าสุนทราราม
    ครั้งในสมัย พระอาจารย์ดี ฉันโน เป็นเจ้าอาวาส วัดศรีบุญเรืองท่าแขก บ้านกุดแห่ ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร วัดเจริญรุ่งเรืองมากทั้งทางโลกและทางธรรม ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ พระนักพัฒนา และพระนักก่อสร้าง ได้นำพาคณะศรัทธาญาติโยมและชาวบ้านทำบุญตามประเพณีจริงๆ เช่น เดือน ๓ เอาบุญข้าวจี่ , เดือน ๔ เอาบุญพระเวสสันดรชาดก , เดือน ๕ ก็บุญสงกรานต์ , เดือน ๖ บุญบั้งไฟหมื่นบั้งไฟแสน เป็นต้น
    แต่ก่อนใกล้จะถึงวันทำบุญ ได้มีการป่าวประกาศประชุมกันทำตูบ ทำปะรำสำหรับต้อนรับพระ ปัจจุบันใช้เต็นท์แทน ญาติโยมที่มาทำบุญใส่ฉลากมาเป็น ๖๐ กว่าหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านที่มาจะประกอบด้วยหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ พระเณรจะเดินทางมา บางวัดมีม้า พระจะขี่ม้ามา ญาติโยมหนุ่มสาวเดินตามหลังสนุกสนานร่าเริง พอไปถึงวัด เจ้าภาพจัดกันไว้เป็นคุ้มเป็นกลุ่ม คุ้มไหนรับบ้านไหนก็จะพาไปพักที่ตูบที่ประจำที่เตรียมไว้ ใครรับบ้านไหนจะตกลงกันในวันประชุมก็เป็นที่รับบ้านนั้น พอถึงเวลาแห่พระเวสก็จะไปรวมกัน มีกลองตุ้ม กลองหาง กลองเลง กลองกริ่ง มีวงระนาด ฆ้องวง มีหัวงิ้วหัวโขน เข้าขบวนแห่ สมัยนั้นถือเป็นของแปลกประหลาดมาก กลางคืนก็มีมหรสพ แต่ก่อนไต้กระบองไม่มีไฟฟ้า เครื่องเสียงไม่มี คนมาเที่ยวงานชมงาน ๑๐๐ กว่าหมู่บ้าน แออัดเต็มบ้านเต็มวัด คำว่าทะเลาะกันตีกันไม่มีเหมือนทุกวันนี้ มีแต่สนุกสนานร่าเริง คนหนุ่มสาวก็พูดเกี้ยวกันเป็นคำเว่าผญา แต่โบราณอาหารการกิน เลี้ยงกันเลี้ยงแขกที่มาเอาบุญอุดมสมบูรณ์ การทะเลาะวิวาทไม่มีเลย
    พระอาจารย์ในตอนนั้นท่านจะเป็นช่าง ทำอะไรเป็นหมด และให้ดีสมชื่อท่านด้วย ที่เห็นของเก่าที่ท่านทำไว้ก็ตู้เก็บคัมภีร์เทศนา ซึ่งจารึกด้วยตัวธรรมตัวขอมทั้งนั้นเลย ท่านมีม้าเป็นพาหนะ ท่านจะไปเทศนาบ้านกุดเชียงหมี บ้านไกลท่านจะขี่ม้า ญาติโยมก็เดินตามไป แต่ก่อนไม่มีรถเลย
    ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๖๖ พระอาจารย์ดี ฉันโน พร้อมน้องชายได้เดินทางออกจากวัดศรีบุญเรืองท่าแขก บ้านกุดแห่ ด้วยเกิดอยากไปเที่ยวหาเรียนวิชาอาคม หาของดีหาวิชาความรู้เพิ่มเติม จึงเดินทางท่องเที่ยวขึ้นไปทางเหนือไปทางจังหวัดสกลนคร นครพนม ด้วยคงเป็นบุญกุศลแต่ชาติปางก่อนหนุนส่ง จึงจำเพาะให้การเดินทางไปมืดค่ำลงที่บ้านสามผง ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ซึ่งในขณะนั้นที่วัดบ้านสามผง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พักปฏิบัติธรรมอบรมญาติโยมอยู่ที่นั้นพอดี เมื่อพระอาจารย์ดีเข้าไปนมัสการกราบไหว้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ทักท้วงทักทายได้ถูกต้องเหมือนตาเห็น เป็นอัศจรรย์มาก พระอาจารย์ดีเข้าใจทันทีว่าท่านพระอาจารย์มั่นเป็นผู้มีหูทิพย์ ตาทิพย์ สำเร็จแล้ว ท่านเป็นผู้วิเศษจริงๆ เมื่อมาพบของดีเข้าแล้วจึงขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ทันที ท่านพระอาจารย์มั่นก็แสดงธรรมให้ฟัง ชี้ทางประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
    ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๐ ท่านได้บวชญัตติเป็นพระสงฆ์คณะธรรมยุตใหม่อีกครั้ง ที่วัดสร่างโศก อำเภอยโสธร ในครั้งนั้น ซึ่งปัจจุบันคือ วัดศรีธรรมาราม (พระอารามหลวง) วัดธรรมยุตวัดแรกในอำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อบวชแล้วก็ได้ออกเผยแผ่พระธรรมกรรมฐาน เป็นศิษย์เอกในสมัยบุกเบิกนั้นอย่างกว้างขวาง ท่านเดินทางกลับบ้านกุดแห่ หลังจากฝึกข้อวัตรปฏิบัติจากท่านพระอาจารย์มั่น ๑ ปี พระอาจารย์ดี ฉันโน ได้ไปพักอยู่ที่ดอนปู่ตา ปักกลดอยู่ดอนปู่ตา รื้อหอปู่ตาทิ้งปลูกกุฏิชั่วคราวขึ้น ปฏิบัติธรรมสั่งสอนประชาชนอยู่ ๑ เดือน ให้เลิกนับถือปู่ตา ให้เลิกนับถือผีฟ้า ให้นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกสูงสุด
    ครั้นต่อมา พระอาจารย์ดี ฉันโน พิจารณาเห็นว่าสถานที่ของวัดไม่เหมาะสมและไม่สัปปายะ จึงได้ย้ายจากดอนปู่ตาไปจับจองเอาดอนคอกวัวของ พ่อเฒ่าฝ่ายหน้า บุราณรัตน์ ซึ่งเป็นผู้บริจาคที่ดินแปลงนี้ให้เพื่อสร้างวัด พระอาจารย์ดี จึงสั่งคณะญาติโยมรื้อศาลากุฏิจากวัดศรีบุญเรืองท่าแขก บ้านกุดแห่ เอาไปปลูกสร้างไว้ที่วัดใหม่ดอนคอกวัวทั้งหมด วัดศรีบุญเรืองท่าแขกจึงเป็นวัดร้างแต่นั้นมา ปัจจุบันเป็นที่ธรณีสงฆ์ของ วัดป่าสุนทราราม ดอนปู่ตาก็เป็นบ้านดอนสวรรค์ทุกวันนี้ พระอาจารย์ดีท่านจะไม่ค่อยอยู่ประจำ แต่ไปๆ มาๆ เพื่อจัดหาทุนทรัพย์มาก่อสร้างเสนาสนะ ที่ดินทั้งหมดที่พ่อเฒ่าฝ่ายหน้า บุราณรัตน์ ถวายมีทั้งหมด ๖๐ ไร่ ๓ งาน ๒๐ ตารางวา
    สำหรับความเป็นมาของชื่อวัดนั้น ในปี พ.ศ.๒๔๗๑ พระอธิการอินทร์ สุนทโร ซึ่งเป็นบิดาของพระอาจารย์ดี ฉันโน อุปสมบทมาหลายพรรษาแล้ว จึงนำเรื่องเสนอพระเถระ ต่อมาพระอธิการอินทร์ สุนทโร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก จึงได้ตั้งชื่อวัดให้คล้ายกับนามฉายาของเจ้าอาวาสรูปแรก รูปปฐมฤกษ์ ว่า “วัดสุนทราราม” สภาพเป็นป่า เป็นวัดป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สายปฏิบัติกรรมฐาน เลยเพิ่มป่าเข้าไปแล้วเรียกว่า “วัดป่าสุนทราราม” พระอธิการอินทร์ สุนทโร ได้พัฒนาก่อสร้างเสนาสนะ กุฏิ ศาลาการเปรียญ ฯลฯ วัดป่าสุนทราราม มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาไม่เคยขาดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๑ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
    แต่เดิม วัดป่าสุนทราราม สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ปัจจุบันสังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย โดยมี พระครูสุนทรศลีขันธ์ (หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร) เป็นเจ้าอาวาส
    "..ความเคารพในความไม่ประมาท คือประมาทมัวเมาในชีวิตว่าจะไม่ตายง่าย วันเดือนปีนาทีโมง ผ่านไป ชีวิตของเราก็ร่วงไปจากเด็กเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้ใหญ่แก่เฒ่าไปในที่สุด เราอย่าได้ประมาทชีวิตเร่งสร้างคุณความดี มีการเข้าวัดฟังธรรมจำศีล เจริญเมตตาภาวนาบริจาคทานการกุศล เพราะความตายมันจะมาถึงเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เมื่อมีเกิดก็มีตาย ขอให้พวกเราอย่าได้ประมาท ให้เป็นผู้มีสติไม่เผลอเลอ ระวังใจไม่ให้กำหนดยินดีในอารมณ์ ที่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดเข้าครอบงำจิตใจและพร้อมที่จะรับการทุจริต แล้วประพฤติกายสุจริต อันนี้ได้ชื่อว่าเคารพในความไม่ประมาท.." โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร
    หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ท่านละสังขารอย่างสงบตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๘.๓๘ น. ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น สิริอายุ ๙๕ ปี ๖ เดือน ๑๘ วัน ๗๐ พรรษา
    บรรณานุกรมอ้างอิง : คัดลอกมาจากหนังสือ ประวัติและพระธรรมเทศนา ของพระครูสุนทรศีลขันธ์ หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ; พิมพ์ครั้งที่ ๑ ; ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ; หน้า ๑ - ๑๕
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่น ๒ ไตรมาส
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250328_113419.jpg IMG_20250328_113504.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    FB_IMG_1743143584628.jpg FB_IMG_1743143764985.jpg FB_IMG_1743143767380.jpg FB_IMG_1743143771494.jpg FB_IMG_1743143773781.jpg FB_IMG_1743143776435.jpg FB_IMG_1743143778762.jpg FB_IMG_1743143781335.jpg
    พระสมเด็จ วัดแจ้งพรหมนคร จ.สิงห์บุรี ด้านหลังฝังเม็ดพระธาตุ พิธีใหญ่
    พระคณาจาธย์ที่ร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกและอธิษฐานจิต
    1. หลวงปู่หน้อย วัดบ้านปง อ.แม้ริมจ.เซียงใหม่อายุ97 ปี
    2. หลวงปู่อินทร์ วัดฟ้าหลัง อ.สันบำตอง จ.เชียงใหม่ อายุ 93 ปี
    3. หลวงปู่ครูบาดวงดี วัดท่าจำปีอ.สันบำตองจ.เชียงใหม่ อายุ 87 ปี
    4. ครูบาแสงหล้าวัดพระธาตุสองเมือง ประเทศพม่า
    5. ครูบาสร้อยวัดท่าสองยาง จ.ตาก
    6. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี อายุ 90 ปี
    7. หลวงพ่อเจ๊ก วัดระนาม สิงห์บุรี อายุ 98 ปี
    8. หลวงพ่อใบ วัดตึกราชา สิงห์บุรี อายุ 84 ปี
    9. หลวงพ่อฮวด วัดดอนโพธิ์ทอง สุพรรณบุรี
    10. หลวงพ่อแสวงสำนักสงฆ์ถ้ำตะพาบ อุทัยธานี
    11.หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข สิงห์บุรี
    ชุด ๒ องค์คู่
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ (ปิดรายการ)

    IMG_20250328_131551.jpg IMG_20250328_131613.jpg IMG_20250328_131639.jpg IMG_20250328_131825.jpg IMG_20250328_131848.jpg IMG_20250328_131905.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มีนาคม 2025 at 20:41
  17. ktv

    ktv เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2015
    โพสต์:
    1,164
    ค่าพลัง:
    +1,202
    จอง เหรียญ ร.๕ ลงยา "รวย" เนื้อกะไหล่ทองลงยาสองสี นิตยสารศักดิ์สิทธิ์ ปี ๒๕๓๖
     
  18. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,057
    ค่าพลัง:
    +7,036
    ขอจองครับ
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    spd_20170713125528_b.jpg spd_20170713125545_b.jpg

    เหรียญสมเด็จพระยเรศวรมหาราชและเหรียญสมเด็จพระสุริโยทัย หลังพระนามาภิไธย สก เนื้อทองแดง บล๊อคกองกษาป สร้างปี พ.ศ. 2538
    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นมีพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ ร่วมปลุกเสก
    กองกษาปณ์กรมธนารักษ์ จัดสร้าง โดยนำเงินรายได้สมทบทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บริเวณทุ่งภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ต่อเนื่องกับทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้ก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ๒ เหรียญ
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250328_202517.jpg IMG_20250328_202542.jpg IMG_20250328_202244.jpg IMG_20250328_202306.jpg IMG_20250328_202346.jpg IMG_20250328_202414.jpg
     
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,019
    ค่าพลัง:
    +21,372
    รับทราบครับขอบคุณครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...