เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 16 สิงหาคม 2026 at 16:33.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ท่ามกลางฝนฟ้าที่กระหน่ำเป็นฟ้ารั่ว แต่ว่าพรรคพวกเพื่อนฝูงที่อยู่อำเภออื่น จังหวัดอื่น บ่นว่าช่วยแบ่งมาให้บ้าง เนื่องเพราะว่าของเขาไม่มีฝนตกเลย กระผม/อาตมภาพถึงได้เชื่อว่า คำว่า "ฝนตกไม่ทั่วฟ้า" ของโบราณนั้น เป็นไปตามนั้นจริง ๆ

    สิ่งที่ต้องการจะกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องของฟ้าฝน แต่เป็นเรื่องของบรรพบุรุษซึ่งถวายที่ดินให้กับวัดวาอารามไปแล้ว แต่ว่าลูกหลานกลับมาทวงคืน หรือว่าที่เซียนพระรับบูชาพระของลูกค้า ๑๔ องค์ ด้วยราคา ๒ ล้าน ๕ แสนบาท แต่พอถึงเวลาลูกค้าบอกว่าโดนเปลี่ยนเหรียญไป ๑ เหรียญ เซียนพระท่านนั้นกลับขอบูชาเหรียญนั้นเหรียญเดียวราคาถึง ๙ ล้านบาท..!

    เรื่องพวกนี้ ใครจะวิพากษ์วิจารณ์หรือว่าออกความเห็นไปในแนวใดก็ตาม กระผม/อาตมภาพเห็นอย่างชัดเจนว่าเกิดจากกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง อย่างแท้จริงทั้งสิ้น ก็คือเมื่อที่ดินราคาขึ้นไปสูงมาก ลูกหลานก็อยากได้คืน พยายามทำทุกวิถีทาง แม้ว่าจะใช้เหตุผลที่บางคนบอกว่า "แถจนสีข้างถลอก" ก็จะใช้ เพราะว่าอยากได้ที่ดินราคาแพงคืนมา

    หรือว่าเหรียญของลูกค้าราคาสูงมาก ตนเองตีกดราคาต่ำติดดิน ลูกค้าไม่ยอมจำหน่ายก็เปลี่ยนเสียเลย ซึ่งเรื่องทั้งหลายเหล่านี้นั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หนึ่งผู้ใดก็ตาม ถ้าขาดความละอายชั่วกลัวบาป ไม่รักศีลของตน ก็ล้วนแล้วสามารถที่จะเป็นไปได้ทั้งสิ้น

    พวกเราลองนึกดูว่า ถ้าเป็นบุคคลที่ตั้งใจรักษาศีล แล้วมีสิ่งมาล่อใจให้ตนเองต้องละเมิดศีล คราวนี้ก็จะวัดกันว่าเรานั้นใจแข็งพอหรือไม่ ? ซึ่งเรื่องพวกนี้นั้น ถ้าเราพินิจพิจารณาไปแล้ว คำว่า "ใจแข็ง" นั้นก็คือสมาธิที่ทรงตัวสูงกว่านั่นเอง เนื่องเพราะว่าศีล ถ้าไม่มีสมาธิเป็นเครื่องช่วยสนับสนุน ก็ไม่สามารถ
    จะรักษาให้ตลอดรอดฝั่งได้ เพราะว่ามีสิ่งมายั่วยุให้เราตั้งใจทำผิด พอหักห้ามใจตนเองไม่ได้ ก็จะผิดแล้วผิดเล่า ประมาณว่า "ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้"..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันของเรา ที่แทบจะไม่มีการฝึกฝนเรื่องของศีลของสมาธิให้กับเด็ก ๆ กันแล้ว รุ่นของกระผม/อาตมภาพนั้น ก่อนเข้าห้องเรียนก็ต้องสวดมนต์ไหว้พระ วันศุกร์ครึ่งวันหลังก็จะมีการประชุมในการสวดมนต์ใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งทำนองสรภัญญะ ตลอดจนกระทั่งที่เป็นโคลงเป็นกลอนภาษาไทย

    พูดง่าย ๆ ว่ามีการฝึกฝนตนเองเพื่อเพิ่มสมาธิอยู่ในทุกวัน ก็คือช่วงเช้าสวดมนต์ไหว้พระ หรือว่าวันศุกร์ช่วงบ่ายก็มีการสวดมนต์ใหญ่ และฟังโอวาทจากพระภิกษุสงฆ์ด้วย สมัยนี้กลายเป็นว่าวิชาการต่าง ๆ ที่ครูบาอาจารย์สมัยก่อนตรึกตรองเอาไว้ดีแล้ว เด็กสมัยนี้ต้องการให้ตัดทิ้งให้หมด โดยบอกว่าไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร เนื่องเพราะว่าตนเองทำไม่ได้ ทำไม่ถึง เมื่อไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา ก็เบื่อหน่ายและรำคาญอีกต่างหาก..!

    แม้กระทั่งวิชากระบี่กระบอง ซึ่งถ้าหากว่าขยันหมั่นฝึกซ้อมเอาไว้ ต่อให้คู่ต่อสู้เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ถ้ามาไม่เกิน ๒ คน อย่างไรเสียก็ยังเอาตัวรอดได้ แต่สมัยนี้กลับบอกว่าให้ตัดทิ้งไปเลย ไม่มีประโยชน์ เนื่องเพราะว่าขาดการฝึกฝน จนกระทั่งไม่สามารถที่จะเป็นสัญชาตญาณ ก็คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตนเองได้

    นอกจากร่างกายไม่แข็งแรง สัญชาตญาณป้องกันตัวไม่เกิด วิชาป้องกันตัวไม่มี ถึงเวลาเกิดอะไรขึ้น รอแต่คนมาช่วยอย่างเดียว ถ้าอย่างนั้นท่านเองไม่ใช่บุญดีจริง ๆ ก็คงจะต้องรับเคราะห์รับกรรมของตนเองไป เพราะว่าไม่เห็นคุณค่าของวิชาซึ่งเขาตั้งใจให้ฝึกฝนเองต่างหาก..!

    ดังนั้น..ไม่ว่าในเรื่องของเซียนพระที่เปลี่ยนพระของลูกค้าก็ดี ในเรื่องของลูกหลานที่ไปทวงที่ดินคืนจากวัดก็ตาม
    ล้วนแล้วแต่เกิดจากกิเลสภายในใจของตนเอง ที่มีมากจนกระทั่งเรื่องของศีลของธรรมไม่สามารถจะหักห้ามได้ เพราะว่าศีลก็มีไม่ครบถ้วน สมาธิก็ไม่มีช่วยยับยั้ง จึงก่อให้เกิดเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมา เป็นอะไรที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะว่าสังคมของเรามีแนวโน้มที่จะตกต่ำลงไปทุกวัน

    เหตุก็เพราะว่า
    การพัฒนาตนพัฒนาจิตที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ศีล สมาธิ ปัญญา หรือที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระจายออกเป็นมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง แต่ว่าคนสมัยหลัง ๆ ไม่เห็นคุณค่า แม้แต่ประเพณีการบวชก่อนมีครอบครัว ก็ไม่ค่อยจะมีใครประพฤติปฏิบัติกันแล้ว แม้กระทั่งปีนี้ก็เป็นปีแรกที่วัดท่าขนุนไม่มีพระบวชประจำพรรษา เนื่องเพราะว่านาคไม่สามารถจะทนความลำบากได้ หนีกลับบ้านไปเสียก่อน..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การที่บรรดาผู้นำของเรานั้นก็หาความรู้ความสามารถที่แท้จริงได้ยาก มักจะมองแค่สั้น ๆ ก็คือเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องและตัวกู ไม่เคยมองประโยชน์ของส่วนรวมเลย ต้องบอกว่าขาด "หัวใจพระโพธิสัตว์" เป็นอย่างยิ่ง ยังโชคดีที่ว่าประเทศชาติของเรายังมีสถาบันพระมหากษัตริย์
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ของเรานั้น ก็คือผู้ที่บำเพ็ญมาเพื่อความพระโพธิสัตว์นั่นเอง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงจะมองในเรื่องของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เราจะเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์ ไปทุ่มเทเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน

    ตลอด ๗๐ ปีในการครองราชย์ ทรงทำโครงการต่าง ๆ เพื่อความอยู่สุขของพสกนิกรถึง ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ แล้ว ๔,๐๐๐ กว่าโครงการนี้คือโครงการที่สำเร็จเป็นรูปธรรม ถ้าหากว่าไม่นับส่วนที่ไม่สำเร็จด้วย ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีมากมายมหาศาลขนาดไหน ?!

    หรือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งทรง "สืบสาน รักษา และต่อยอด" ในสิ่งที่สมเด็จพระบรมราชชนกได้กระทำเอาไว้แล้ว ซ้ำยังทำแบบ "ปิดทองหลังพระ" พวกเราแทบจะไม่มีโอกาสได้ทราบ ว่าพระองค์ท่านทุ่มเทพระราชทรัพย์เพื่อความสุขความเจริญด้านต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่านให้อยู่ดีกินดี มีสุขภาพที่ดีไปเท่าไรต่อเท่าไรแล้ว..!

    เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องที่บรรดานักการเมืองไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะว่าตนเองก็ไม่มีศีลไม่มีธรรม ส่วนใหญ่เล่นการเมืองก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง หรือไม่ก็เล่นการเมือง เพื่อที่จะถ่วงให้คดีต่าง ๆ ของตนเองหมดอายุความลงไป..!

    พูดแล้วญาติโยมส่วนหนึ่งก็อาจจะหมดหวังกับประเทศไทยไปเลย แต่กระผม/อาตมภาพขอยืนยันว่า ถ้าเรายังมีสถาบันพระพุทธศาสนา มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ ไม่ว่าอย่างไรก็พอที่จะประคับประคองกันไปได้ เนื่องเพราะว่าแต่ละวัด แต่ละวา ก็ล้วนแล้วแต่สามารถยึดโยงให้ชุมชนรอบข้างอาศัยพึ่งพิงอยู่เสมอ แม้กระทั่งวัดซึ่งโดนทวงพื้นที่คืน ญาติโยมส่วนใหญ่ก็เข้าไปปกป้องหลวงพ่อเจ้าอาวาสและวัดวาอาราม
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,888
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,214
    ค่าพลัง:
    +26,988
    เรื่องพวกนี้นั้น ถ้าหากว่าสามารถรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะกลายเป็นอะไรที่แข็งแกร่งมาก พยุงให้สังคมของเราก้าวไปเบื้องหน้าได้อย่างมั่นคง แต่น่าเสียดายที่ว่าส่วนซึ่งควรจะมาเป็นข้อต่อ หรือว่าเป็นตัวเชื่อมนั้น ยังไม่ปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทุกวันนี้ แต่ละวัด แต่ละชุมชน ส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ในลักษณะชุมชนของใครของมัน เนื่องเพราะว่าวัดพึ่งบ้าน บ้านพึ่งวัดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ากระจัดกระจายกันทั่วประเทศ อยู่ในลักษณะเหมือนกับห่วง ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง
    ส่วนราชการซึ่งควรจะเข้ามาเชื่อมห่วงทั้งหลายเหล่านั้น จนกระทั่งกลายเป็นสายโซ่ที่แข็งแกร่ง ใช้ในการปกป้องหรือพยุงสังคมของเรา ก็ไม่สามารถที่จะทำตัวเป็นห่วง หรือว่าเป็นส่วนเชื่อมต่อได้ เพราะว่าส่วนใหญ่เข้ามาก็หวังประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น..!

    ดังนั้น..ในปัจจุบันของเราจึงมักจะมีข้าราชการสีเทาและสีดำ มากกว่าข้าราชการน้ำดี เรื่องพวกนี้เป็นตัวกัดกร่อนสังคมของเราอย่างร้ายกาจ ครั้นจะโยนภาระให้วัดวาอาราม หรือพระภิกษุสงฆ์อย่างกระผม/อาตมภาพนั้น ก็เป็นการโยนภาระให้โดยที่ไม่ได้ดูบริบทของสังคม

    พระเราไม่สามารถจะไปล็อคคอนักการเมืองให้เข้าวัดมาถือศีลปฏิบัติธรรม จนกระทั่งรู้จักละอายชั่วกลัวบาป เขาทั้งหลายเหล่านั้นถ้าไม่เข้ามา เราก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ หรือต่อให้เข้ามา แต่ว่า รัก โลภ โกรธ หลง มีความเข้มแข็งมากกว่า กำลังใจที่จะน้อมรับเอาศีลเอาธรรมเข้าไปปฏิบัติก็ไม่มี จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

    จนกระทั่งมีบางคนออกความเห็นว่า คืนพระราชอำนาจให้ในหลวง ถ้าบ้านเราไม่มีนักการเมืองสัก ๕ ปี ๑๐ ปี สังคมอาจจะดีกว่านี้อีกมาก ก่อนหน้านี้กระผม/อาตมภาพก็เป็นห่วงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับภาระหนักจนเกินกำลัง แต่ในปัจจุบันนี้กลับมีความรู้สึกเห็นด้วยกับเขาเสียแล้ว..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...